ผลการดำเนินงาน

ทีวีโอ ให้ความสำคัญกับการพิจารณาคุณค่าและประเมินความสำเร็จของธุรกิจอย่างสมดุล ทั้งการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม (Environment) มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Social) รวมทั้งการดำเนินธุรกิจให้เติบโตด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ (Governance) หรือ ESG

ความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ

การกำกับดูแลกิจการ

ทีวีโอ ให้ความสำคัญและยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และเป็นธรรม จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านบรรษัทภิบาลและกำกับปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพื่อจัดทำแนวปฏิบัติ สื่อสาร และดูแลการกำกับกิจการให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยในปี 2566 บริษัทมีการทบทวนนโยบายสำคัญหลายด้าน ได้แก่ นโยบายกำกับดูแลกิจการ จรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ นโยบายด้านสิทธิมนุษยชน นโยบายด้านภาษี นโยบายการเปิดเผยข้อมูล นโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม นโยบายการบริหารจัดการน้ำระดับองค์กร นโยบายพลังงาน นโยบายคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน นโยบายการทำรายการระหว่างกัน และรายการที่เกี่ยวโยงกัน คู่มือมาตรการต่อต้านคอร์รัปชัน และระเบียบร้องเรียน ให้เป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการที่ดี เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง และเป็นแนวทางการปฏิบัติงานตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจสำหรับกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานทุกคน

นโยบายกำกับดูแลกิจการ ดาวน์โหลด
จรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ ดาวน์โหลด
นโยบายด้านสิทธิมนุษยชน ดาวน์โหลด
นโยบายด้านภาษี ดาวน์โหลด
นโยบายการเปิดเผยข้อมูล ดาวน์โหลด
นโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดาวน์โหลด
นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ดาวน์โหลด
นโยบายการบริหารจัดการน้ำระดับองค์กร ดาวน์โหลด
นโยบายพลังงาน ดาวน์โหลด
นโยบายคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ดาวน์โหลด
นโยบายการทำรายการระหว่างกัน และรายการที่เกี่ยวโยงกัน ดาวน์โหลด
การสนับสนุนองค์กรภายนอกและสมาคมต่างๆ ดาวน์โหลด

ตัวชี้วัดประสิทธิภาพและการประเมินผลของ CEO

บริษัทประเมินผลการปฏิบัติงานของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้บริหาร และพนักงานเป็นประจำทุกปีโดยประเมินประสิทธิภาพตาม : ความเป็นผู้นำ การกำหนดกลยุทธ์ การปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ การวางแผนและผลปฏิบัติทางการเงิน ความสัมพันธ์กับคณะกรรมการ ความสัมพันธ์กับภายนอก การบริหารงานและความสัมพันธ์กับบุคลากร การสืบทอดตำแหน่ง ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์และบริการ และคุณลักษณะส่วนตัว

ประสิทธิภาพในระยะสั้นครอบคลุมตัวบ่งชี้ต่อไปนี้ :

  • ผลตอบแทนทางการเงิน เช่น กำไรสุทธิ (NET PROFIT, EBITDA) เป็นต้น
  • ตัวบ่งชี้ที่ไม่ใช่ทางการเงินอื่นๆ (เช่น คะแนนสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า การบริหารการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบริหารจัดการทุนมนุษย์ รวมถึงตัวชี้วัดตาม Materiality issue ของบริษัท)

ผลการดำเนินงานมุ่งเป้าไปที่การสร้างประสิทธิภาพและความสามารถในการบริหารจัดการและความเป็นผู้นำในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลต่อความยั่งยืนในระยะยาวของบริษัท

ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนถึงผลตอบแทนสำหรับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีกระบวนการกำหนดค่าตอบแทนที่โปร่งใสและสมเหตุสมผล ประกอบด้วยเงินเดือน และโบนัส

การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน

บริษัทกำหนดเกณฑ์การประเมินผลที่นำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาค่าจ้างและโบนัส โดยเน้นการปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจ นโยบายองค์กร กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมวัฒนธรรมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การต่อต้านการทุจริต และการสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กร การประเมินครอบคลุมทั้งความคิดเห็นจากผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และการประเมินตนเอง เพื่อให้ผลลัพธ์สะท้อนถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของพนักงานอย่างรอบด้าน โดยคะแนนจากเกณฑ์เหล่านี้จะถูกนำไปใช้คำนวณค่าตอบแทนและโบนัสอย่างเหมาะสมและยุติธรรม

ความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและไซเบอร์

โครงสร้างการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ทีวีโอมีการกำกับดูแลผ่านคณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง ซึ่งรับผิดชอบในการกำหนดนโยบาย กรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management) โดยมีการจัดการผ่านคณะทำงานด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Working Group) และมีหน่วยงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งเป็นเจ้าของความเสี่ยงระดับปฏิบัติการ หน้าที่บริหารจัดการ และประเมินความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และนำสู่การปฏิบัติการลดความเสี่ยงดังกล่าวโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ภัยคุกคามทางไซเบอร์ถือเป็นภัยคุกคามหนึ่งที่มีโอกาสให้เกิดผลกระทบหรือมีความเสี่ยงต่อข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีโอกาสที่จะสร้างผลเสียหายต่อลูกค้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และคู่ค้าธุรกิจได้

วัตถุประสงค์

ทีวีโอมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้งานโดยให้มีการปฏิบัติที่สอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายไอทีที่สำคัญ เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ 2562 เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

  • เพื่อป้องกันข้อมูลสำคัญรั่วไหลหรือถูกทำลายจาก Ransomware/Virus เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลต่างๆ
  • เพื่อให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Risk) ที่สามารถระบุความเสี่ยง (Identify) ป้องกัน (Protect) ตรวจพบ (Detect) รับมือ (Respond)
  • กู้ระบบคืนสู่สภาวะปกติ (Recover) และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
มาตรการจัดการความเสี่ยง

เพื่อสร้างความมั่นใจในความสามารถป้องกันภัยคุกคามทาง Cybersecurity ที่อาจจะเกิดกับบริษัทได้อีกในอนาคต บริษัทจึงได้กำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงดังนี้

  • ปรับปรุงระบบสำรองข้อมูล ให้ครอบคลุมทั้งระบบสารสนเทศหลักของบริษัท เช่น ระบบ ERP และระบบสารสนเทศอื่นๆ เพื่อป้องกันปัญหาในการกู้คืนข้อมูลจากความเสี่ยงด้าน Cyber Security
  • กำหนดให้มีการทดสอบแผนสำรองฉุกเฉิน และการกู้คืนข้อมูลกรณีถูกโจมตีไซเบอร์เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ให้มีการทดสอบเจาะระบบ และตรวจความผิดปกติ/ช่องโหว่ อย่างน้อย 1 ครั้ง ใน 2 ปี โดยหน่วยงานอิสระภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
  • จัดให้มีช่องทางสำหรับแจ้งเหตุการณ์ที่น่าสงสัยหรือปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ผ่านช่องทาง MIS@tvothai.com.
ผลการดำเนินการประจำปี 2568
  • ติดตั้งโปรแกรมป้องกัน Ransomware และ Full scan ในเครื่อง Server และเครื่องลูกข่ายทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มี Ransomware ใน System
  • ดำเนินการทดสอบแผนสำรองฉุกเฉิน และการกู้คืนข้อมูล
  • เพิ่มกระบวนการยืนยันตัวตนในการเข้าใช้งานระบบคอมพิวเตอร์
  • Block การเข้าถึง/ส่งออกข้อมูลทาง Internet ของกลุ่มประเทศในกลุ่มเสี่ยง Ransomware ที่ตรวจพบผ่านอุปกรณ์ Firewall ของบริษัท
  • จัดอบรมพนักงานเพื่อให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับกฎหมาย PDPA และวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องในการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล รวมไปถึงการให้ความรู้และความตระหนักต่อภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Awareness) และทำแบบทดสอบความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์และ Phishing Mail
  • ดำเนินการทดสอบเจาะระบบ และตรวจความผิดปกติ/ช่องโหว่ โดยหน่วยงานอิสระภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง
  • จัดให้มีแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Business Continuity Plan: BCP) เพื่อสนับสนุนความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมีความยืดหยุ่นในกรณีเกิดเหตุการณ์หรือการหยุดชะงักด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ โดยมีการทบทวนแผนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจว่าแผนยังคงมีประสิทธิผลอย่างต่อเนื่อง
  • จำนวนเหตุการณ์การละเมิดความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศที่ตรวจพบทั้งหมดในปี 2568: 0 ครั้ง
เอกสารที่เกี่ยวข้อง

นโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2569

การใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบ

ทีวีโอ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) โดยอยู่ระหว่างการวางรากฐานเพื่อรองรับการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาใช้และการพัฒนา AI ของบริษัทเพื่อสนับสนุนกระบวนการทำงานทางธุรกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในทิศทางที่ผู้บริหารสูงสุดกำหนด บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ และได้กำหนดหลักการและแนวทางที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน การกำกับดูแล และการพัฒนา AI โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความปลอดภัย ความเป็นธรรม และการมีมนุษย์กำกับดูแลการใช้ AI อย่างเหมาะสม ทีวีโอ ได้ดำเนินการมาตรการและการควบคุมหลายประการ รวมถึง:

  1. การจำกัดการเข้าถึงความสามารถของ AI ที่มีความอ่อนไหว ทีวีโอจำกัดการเข้าถึงความสามารถของ AI ที่มีความอ่อนไหว รวมถึงเทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (Facial Recognition) โดยกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะบุคคลที่ได้รับอนุญาตตามมาตรการควบคุมการเข้าถึงของบริษัท
  2. ความโปร่งใสในการใช้เนื้อหาที่สร้างโดย AI ทีวีโอส่งเสริมความโปร่งใสในการใช้ Generative AI โดยนโยบายการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างรับผิดชอบของบริษัทกำหนดให้ผู้ใช้งานระบุอย่างชัดเจนตามความเหมาะสม เมื่อมีการนำเนื้อหาที่ได้รับความช่วยเหลือจากเทคโนโลยี Generative AI มาใช้งาน เพื่อช่วยลดความเข้าใจผิดของผู้รับข้อมูล
  3. การติดตามและปรับปรุง AI Model ทีวีโอนำการติดตามและการปรับปรุง AI Model อย่างต่อเนื่องมาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนา AI โดยในระหว่างการพัฒนา AI เพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน บริษัทมีการติดตามประสิทธิภาพและความเหมาะสมของ AI Model และดำเนินการปรับปรุงเมื่อมีความจำเป็น เพื่อให้ Model ยังคงเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การใช้งานและความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
  4. ความเป็นธรรมและการป้องกันอคติ ทีวีโอส่งเสริมหลักความเป็นธรรมและการไม่เลือกปฏิบัติในการใช้ AI โดยนโยบายการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างรับผิดชอบของบริษัทให้ความสำคัญกับประเด็นอคติ (Bias) และการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) รวมถึงหลักความเท่าเทียมและการไม่เลือกปฏิบัติในการตรวจสอบและใช้งานเนื้อหาที่สร้างโดย AI ทั้งนี้ ผู้ใช้งานมีหน้าที่ตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI ก่อนนำไปใช้ในการปฏิบัติงาน
  5. การคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทีวีโอใช้โครงสร้างพื้นฐานบนระบบ Cloud เป็นหลัก และใช้บริการจาก Supplier ที่มีการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและ/หรือการจัดการพลังงาน เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ของบริษัท
  6. การกำกับดูแลโดยมนุษย์และกระบวนการอุทธรณ์ AI ที่บริษัทกำลังพัฒนาและใช้งานในปัจจุบันมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำแนะนำและสนับสนุนการทำงานของผู้ใช้งาน มิได้ทำหน้าที่ตัดสินใจแทนบริษัท โดยการตัดสินใจยังอยู่ภายใต้การพิจารณาและดุลยพินิจของมนุษย์ ดังนั้น กระบวนการอุทธรณ์เฉพาะสำหรับการตัดสินใจที่ดำเนินการโดย AI จึงยังไม่เกี่ยวข้องกับบริบทการใช้งาน AI ของบริษัทในปัจจุบัน
  7. การวัดผลกระทบของ AI ต่อความยั่งยืน ปัจจุบันทีวีโออยู่ระหว่างการดำเนินงานด้าน Digital Transformation และการวางรากฐานด้านดิจิทัล โดยการประยุกต์ใช้ AI ยังอยู่ในระยะการพัฒนาและเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานในอนาคต บริษัทจึงยังไม่มีผลกระทบจากการใช้ AI ที่สามารถนำมาวัดหรือประเมินเชิงปริมาณในด้านผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนได้ในปัจจุบัน ทั้งนี้ บริษัทมี Energy Management System อยู่ในแผนงานเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการด้านพลังงาน
  8. การฝึกอบรมพนักงานด้านการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ บริษัทส่งเสริมการพัฒนาความรู้และทักษะของพนักงานด้านการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ โดยการจัดฝึกอบรมเริ่มต้นจากการ สำรวจการใช้งาน AI ของพนักงานภายในบริษัท เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบการใช้งานและความต้องการในการพัฒนาทักษะด้าน AI จากข้อมูลดังกล่าว บริษัทจึงนำมาใช้ประกอบการออกแบบและคัดเลือกหลักสูตรฝึกอบรมที่เหมาะสม และจัดการฝึกอบรมโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก
    ในปี 2569 บริษัทได้จัดการฝึกอบรม 2 หลักสูตร ได้แก่ พื้นฐานการใช้ AI ในการทำงาน ซึ่งครอบคลุมพื้นฐานการใช้ Generative AI ความสามารถและข้อจำกัดของ AI การตรวจสอบผลลัพธ์โดยมนุษย์ ความปลอดภัย และการใช้ AI อย่างเหมาะสม และ การประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับการทำงานในองค์กร ซึ่งมุ่งเน้นการออกแบบ Prompt อย่างเป็นระบบ การประเมินและปรับปรุงผลลัพธ์จาก AI การควบคุมคุณภาพของ AI Output และการใช้งาน AI อย่างมีประสิทธิภาพ

การต่อต้านการคอร์รัปชัน

ทีวีโอสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม และโปร่งใส จึงได้มีการประกาศใช้ “นโยบายและคู่มือมาตรการต่อต้านคอร์รัปชัน” และ “จรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ” เพื่อเป็นการกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ ทำให้มั่นใจว่าทีวีโอ มีมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน และทำให้การตัดสินใจในการดำเนินการทางธุรกิจที่อาจมีความเสี่ยงได้รับการพิจารณาและปฏิบัติอย่างรอบคอบ

นอกจากนี้ทีวีโอ ยังได้กำหนด “แนวปฏิบัติในการให้/รับ ของขวัญ ของชำร่วย และการรับรอง” เพื่อให้มั่นใจว่าการให้/การรับ ของขวัญ ของชำร่วย และการรับรอง เป็นไปอย่างโปร่งใส โดยไม่ได้คาดหวังผลประโยชน์หรือสิ่งอื่นใดเป็นการตอบแทน ที่อาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน อีกทั้งขอความร่วมมือคู่ค้าธุรกิจปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ นโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน และนโยบายงดรับของขวัญ โดยได้ออก “จดหมายขอความร่วมมือ และของดรับของขวัญ” และ “จดหมายเชิญชวนคู่ค้าเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC)” เพื่อให้พนักงานสื่อสารแก่คู่ค้าธุรกิจและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้รับทราบถึงแนวปฏิบัติในการงดรับของขวัญที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สอดคล้องกับคู่มือจรรยาบรรณธุรกิจและนโยบายการต่อต้านคอร์รัปชันของบริษัท และได้จัดทำ “แบบรายงานการรับของขวัญ ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด” เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญกับนโยบายงดรับของขวัญ การต่อต้านคอร์รัปชัน และแสดงความโปร่งใสในทุกขั้นตอนการปฏิบัติงาน

แนวทางการสื่อสารนโยบายและมาตรการต่อต้านคอร์รัปชัน

การสื่อสารและให้ความรู้กับพนักงาน
  • อบรมหลักสูตร “อบรมจรรยาบรรณธุรกิจ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และ ESG”เพื่อกระตุ้นเตือนให้พนักงานเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องจรรยาบรรณธุรกิจ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ต่อต้านการคอร์รัปชัน ช่องทางการแจ้งเบาะแสและระเบียบร้องเรียน และ ESG อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ทดสอบความเข้าใจของพนักงานเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามหลักจรรยาบรรณธุรกิจ การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ต่อต้านการคอร์รัปชัน และการปฏิบัติงานที่ถูกต้องตามกฎระเบียบ รวมถึงมีความตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สื่อสารนโยบายและคู่มือมาตรการต่อต้านคอร์รัปชัน บนเว็บไซต์ของบริษัท เพื่อให้พนักงานยึดถือนำไปปฏิบัติ
  • เผยแพร่นโยบายงดรับของขวัญ (No Gift Policy) บนระบบสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ภายในองค์กร (Intranet และ อีเมล) เพื่อสนับสนุนให้เกิดการดำเนินงานภายใต้หลักกำกับดูแลกิจการที่ดี
การสื่อสารกับคู่ค้าหลักทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ส่งจดหมายขอความร่วมมืองดรับของขวัญในเทศกาลปีใหม่ เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งความโปร่งใส
  • ประกาศนโยบายต่อการการคอร์รัปชัน และจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจบนเว็บไซต์ของบริษัท เพื่อเป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน
  • เชิญชวนคู่ค้าธุรกิจเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายแนวร่วมต่อต้านการคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย เพื่อร่วมผลักดันสังคมปลอดคอร์รัปชัน
การรับข้อร้องเรียน เมื่อพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรม การกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งการกระทำที่ขัดต่อจรรยาบรรณธุรกิจ ระเบียบบริษัท นโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ดี และนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน ทีวีโอ มีช่องทางในการการแจ้งเบาะแสและรับข้อร้องเรียน (Whistle Blower) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ และแจ้งเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายได้โดยตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ หรือ สำนักตรวจสอบภายใน ผ่านทางจดหมาย อีเมล หรือเว็บไซต์ของบริษัท https://www.tvothai.com/th/corporate-governance

ในปี 2566 ทีวีโอได้รับเชิญจากแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ให้เข้าร่วมโครงการ โครงการ CAC Change Agent เพื่อร่วมขยายเครือข่ายธุรกิจโปร่งใสไปยังบริษัทคู่ค้า ร่วมพัฒนาศักยภาพคู่ค้าตลอดห่วงโซ่คุณค่าแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบริหารงานอย่างโปร่งใส ตามหลักบรรษัทภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย โดยมีคู่ค้าธุรกิจแสดงความต้องการเข้าร่วมประกาศเจตนารมย์เป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านการคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC)

ในปี 2567 ทีวีโอได้รับการแต่งตั้งเป็น CAC Change Agent โดยทีวีโอได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและขับเคลื่อนแนวปฏิบัติที่โปร่งใสและมีจริยธรรมในองค์กร ทั้งในด้านการกำหนดนโยบาย การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส และการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้ รวมถึงการสนับสนุนให้บริษัทในเครือข่ายธุรกิจยกระดับมาตรฐานการต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจังให้การสนับสนุนและชักชวนให้บริษัทคู่ค้ามาประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วม CAC ในโครงการรับรอง SME 2567 จำนวน 6 บริษัท ทำให้เราได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนต่อไป และได้รับตราสัญลักษณ์ CAC Change Agent จาก CAC

เป้าหมาย

จำนวนข้อร้องเรียนการละเมิดจรรยาบรรณธุรกิจ (หากมี) ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าผิดจริง เป็น 0 กรณี

สรุปผลการดำเนินงาน ปี 2568

ขอบเขตการรายงาน จำนวนข้อร้องเรียนจากการละเมิดในปีบัญชี 2568
การคอร์รัปชัน หรือ การติดสินบน 0
การล่วงละเมิด หรือ การเลือกปฏิบัติ 0
ข้อมูลความเป็นส่วนตัวของลูกค้า 0
ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ 0
การฟอกเงิน หรือการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายใน 0
คู่มือมาตรการต่อต้านการคอร์รัปชัน ดาวน์โหลด
ระเบียบร้องเรียน ดาวน์โหลด

การประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน

ในปี 2568 ทีวีโอได้ยกระดับแนวทางการประเมินสาระสำคัญ (Materiality Assessment) โดยปรับจากแนวทางเดิมไปสู่แนวทาง Double Materiality ซึ่งพิจารณาทั้งสองมิติ ได้แก่

Financial Materiality (Outside-In): ผลกระทบจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ต่อผลประกอบการ ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของบริษัท

Impact Materiality (Inside-Out): ผลกระทบที่ธุรกิจของบริษัทมีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน

แนวทางใหม่นี้ช่วยให้ บริษัทสามารถระบุและจัดลำดับความสำคัญของประเด็น ESG ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น สอดคล้องของ Global Reporting Initiative (GRI) รวมถึงข้อกำหนดของนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความยั่งยืน

ทีวีโอดำเนินการ ประเมินสาระสำคัญอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยพิจารณาประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และสิทธิมนุษยชน ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของบริษัท และประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ดังนี้

1. การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า
  • ศึกษากระบวนการดำเนินงานของบริษัท ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ของลูกค้า
  • ระบุปัจจัย ESG ที่อาจส่งผลกระทบต่อแต่ละขั้นตอนของ Value Chain
2. การประเมินสาระสำคัญตามหลักการ
  • Financial Materiality (Outside-In): วิเคราะห์ผลกระทบของปัจจัย ESG ต่อผลประกอบการ ความเสี่ยงทางธุรกิจ และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
  • Impact Materiality (Inside-Out): ประเมินผลกระทบของธุรกิจที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น การใช้พลังงาน การจัดการของเสีย และสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน
3. การจัดลำดับความสำคัญและแสดงผล
  • ประมวลผลข้อมูลจาก Financial และ Impact Materiality เพื่อจัดลำดับความสำคัญของประเด็น ESG ในรูปแบบ Materiality Matrix
  • กำหนดระดับของการบริหารจัดการประเด็นความยั่งยืนในแต่ละระดับความสำคัญออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ระดับสำคัญ (Enterprise Level) ระดับปานกลาง (Significant Level) และระดับพื้นฐาน (Fundamental Level) เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการประเด็นด้านความยั่งยืน
4. การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียภายนอก

นำเสนอผลการประเมินต่อผู้มีส่วนเสียภายในและภายนอก และนำความเห็นที่ได้มาใช้ในการวางแผน และปรับปรุงงานให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย

5. การบูรณาการเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กร
  • นำผลการประเมินไปใช้ในการบริหารความเสี่ยงและกำหนดกลยุทธ์ ESG
  • เชื่อมโยงกับกระบวนการกำกับดูแลกิจการและเป้าหมายทางธุรกิจ
6. การตรวจสอบและรับรองผลการประเมิน
  • ผลการประเมินได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารและคณะกรรมการ ESG
  • ทวนสอบและรับรองกระบวนการกำหนดประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญโดยบุคคลภายนอก

Materiality Matrix

  • Segregate Topics = ประเด็นผลกระทบที่สามารถแยกได้อย่างชัดเจนว่าเป็น Financial หรือ Impact Materiality
  • Aggregate Topics = ประเด็นผลกระทบที่เป็นทั้ง Financial และ Impact Materiality
หมายเหตุ

จากการประเมิน Double Materiality ในปี 2568 ไม่พบประเด็นที่แยกได้ชัดเจนว่าเป็น impact materiality เพียงอย่างเดียว

ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนในระดับ Enterprise

Materiality Issues Business Impact Business Case Business strategies Target/Metric Progress
1. อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ความเสี่ยง การจัดการด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยที่มีประสิทธิภาพช่วยลดอุบัติเหตุและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในสถานที่ทำงาน ในทางตรงกันข้าม การจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน การหยุดชะงักของธุรกิจ ค่าปรับทางกฎหมาย และผลกระทบด้านชื่อเสียง รวมถึงการสูญเสียรายได้กว่า 36 ล้านบาทจากการหยุดดำเนินงานเนื่องจากอุบัติเหตุร้ายแรง
  1. กำหนดนโยบายคุณภาพ อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม พร้อมสื่อสารไปยังพนักงานทุกระดับ
  2. จัดตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม
  3. ส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความปลอดภัย และบังคับใช้มาตรฐาน ISO 45001
  1. ไม่มีการบาดเจ็บจากการทำงานที่ส่งผลให้ต้องหยุดงานต่อเนื่อง 6,000,000 ชั่วโมงภายในปี 2571
  2. ค่าดัชนี TRIR ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม (1.8)
  1. ไม่มีการบาดเจ็บจากการทำงานที่ส่งผลให้ต้องหยุดงานต่อเนื่อง 728,200 ชั่วโมง
  2. ค่าดัชนี TRIR อยู่ที่ 0.33
2.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุน การบริหารพลังงานที่มีประสิทธิภาพช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ปัจจุบัน บริษัทได้ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลกว่า 85% โดยใช้พลังงานชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 162,600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี รวมถึงลดต้นทุนไฟฟ้ากว่า 7.2 ล้านบาท
  1. ปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามีประสิทธิภาพสูงสุด
  2. เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  3. วิจัยเทคโนโลยีเพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์
  4. ประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตลง 2% เทียบกับปี 2567 เหลือ 1.5 กิกะจูล/ตันถั่วเหลืองภายในปี 2568 การใช้พลังงานในกระบวนการผลิตอยู่ที่ 1.51 กิกะจูล/ตันถั่วเหลือง
3. การดึงดูดและพัฒนาพนักงาน รายได้ การดึงดูดและพัฒนาบุคลากรช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ในทางกลับกัน การขาดการพัฒนาและดึงดูดบุคลากรอาจนำไปสู่ปัญหาการรักษาพนักงาน การผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ และต้นทุนที่สูงขึ้นจากการสรรหาและฝึกอบรมใหม่
  1. จัดสวัสดิการและผลประโยชน์ที่เป็นธรรมให้กับพนักงานทุกระดับ
  2. จัดฝึกอบรมและพัฒนาความสามารถของพนักงานอย่างต่อเนื่อง
  3. ส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ดีและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงาน
  1. เพิ่มจำนวนชั่วโมงการฝึกอบรมขั้นต่ำเป็น 18 ชั่วโมง/คน/ปี ภายในปี 2568
  2. เพิ่มระดับ Employee Engagement ให้สูงกว่า 80% ภายในปี 2570
  1. ชั่วโมงการฝึกอบรมเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ชั่วโมง/คน/ปี
  2. อัตรา Employee Engagement อยู่ที่ 73.6%

ประเด็นสาระสำคัญสำหรับผู้มีส่วนได้เสียภายนอก

ผลกระทบ ห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ ความเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียภายนอก ผู้มีส่วนได้เสียภายนอก ตัวชี้วัด (Metric)
การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ นอกจากนี้ การจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานหมุนเวียนยังช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดำเนินงาน

[เชิงบวก] การบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเป็นแนวทางสำคัญในการปกป้องสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)

  • บริษัทใช้พลังงานหมุนเวียนแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลกว่า 85% ของการใช้พลังงานทั้งหมดต่อปี โดยพลังงานชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 162,600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
  • แหล่งเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ผลิตไอน้ำในกระบวนการผลิตมาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น แกลบและกะลาปาล์ม ซึ่งช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้มากกว่า 60,000 ตันต่อปี
  • สิ่งแวดล้อม
ตัวชี้วัดผลลัพธ์ (Output Metric)
  • จำนวนและความเข้มข้นของการใช้พลังงาน
การประเมินผลกระทบ (Impact Valuation)
  • มูลค่าด้านสิ่งแวดล้อมที่สูญเสีย/ได้รับ
  • อัตราการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานหมุนเวียน
ตัวชี้วัดผลกระทบ (Impact Metric)
  • อัตราการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1.43% ต่อปี
การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ นอกจากนี้ การจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานหมุนเวียนยังช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดำเนินงาน

[เชิงบวก] การบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเป็นแนวทางสำคัญในการปกป้องสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)

  • บริษัทใช้พลังงานหมุนเวียนแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลกว่า 85% ของการใช้พลังงานทั้งหมดต่อปี โดยพลังงานชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 162,600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
  • แหล่งเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ผลิตไอน้ำในกระบวนการผลิตมาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น แกลบและกะลาปาล์ม ซึ่งช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้มากกว่า 60,000 ตันต่อปี
  • สิ่งแวดล้อม
ตัวชี้วัดผลลัพธ์ (Output Metric)
  • จำนวนและความเข้มข้นของการใช้พลังงาน
การประเมินผลกระทบ (Impact Valuation)
  • มูลค่าด้านสิ่งแวดล้อมที่สูญเสีย/ได้รับ
  • อัตราการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานหมุนเวียน
ตัวชี้วัดผลกระทบ (Impact Metric)
  • อัตราการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1.43% ต่อปี

การบริหารความเสี่ยงองค์กร

ทีวีโอตระหนักถึงความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ซึ่งมีผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายขององค์กร จึงได้นำกรอบแนวทางระบบการควบคุมภายในตามมาตรฐานสากลของคณะกรรมการ COSO (The Committee of Sponsoring Organization of the Treadway Commission) ที่ได้มีการปรับปรุงพัฒนาให้ใช้ควบคู่กับกรอบแนวการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร ERM (Enterprise Risk Management) หรือที่เรียกว่า COSO-ERM Framework นำมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจ ครอบคลุมการจัดการความเสี่ยงทั้งในด้านกลยุทธ์ การดำเนินงาน การเงิน ความสอดคล้องกับกฎระเบียบปฏิบัติ ครอบคลุมความเสี่ยงจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล ความเสี่ยงใหม่ (Emerging Risks) รวมถึงความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้องค์กรมีการจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และช่วยให้การดำเนินกลยุทธ์ขององค์กรเกิดประสิทธิผล

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยง

ระดับคณะกรรมการ

คณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง (Audit and Risk Management Committee) ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริษัทให้ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย กรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร และระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ (Risk Appetite) ที่เสนอโดยคณะทำงานด้านการบริหารความเสี่ยงก่อนนำเสนอคณะกรรมการบริษัทเพื่ออนุมัติ รวมถึงให้คำแนะนำ เสนอแนะวิธีป้องกัน และวิธีลดระดับความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ให้แก่คณะทำงานด้านการบริหารความเสี่ยงและฝ่ายจัดการ

พิจารณาเกณฑ์และขอบเขตของความเสี่ยง การกำกับดูแลและสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงที่สำคัญของบริษัทในระดับองค์กรที่สอดคล้องกับทิศทางในธุรกิจที่บริษัทเข้าไปลงทุน ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง และธุรกิจอื่นๆ รวมทั้งมอบหมายงานอันเกี่ยวเนื่องกับการบริหารความเสี่ยงของบริษัท ให้แก่คณะทำงานด้านการบริหารความเสี่ยงและฝ่ายจัดการ และติดตามอย่างสม่ำเสมอ

รายงานผลการกำกับดูแล และการปฏิบัติตามนโยบายบริหารความเสี่ยง ต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อทราบเป็นประจำ ในกรณีที่มีเรื่องสำคัญซึ่งกระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ต้องรายงานต่อคณะกรรมการบริษัท เพื่อพิจารณาโดยเร็วที่สุด

ระดับจัดการ

คณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงมอบหมายให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ จากคณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง นำไปสู่การปฏิบัติในระดับการจัดการ กำหนดกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ กำหนดกระบวนการและมาตรการในการบริหารความเสี่ยง ติดตาม ทบทวนและรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ ในการนี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแต่งตั้ง “คณะทำงานด้านการบริหารความเสี่ยง” โดยมีกรรมการผู้จัดการเป็นประธาน ทำหน้าที่จัดทำแผนจัดการความเสี่ยง (Risk Management Plan) ร่วมกับเจ้าของความเสี่ยงระดับปฏิบัติการ

ระดับปฏิบัติการ

เจ้าของความเสี่ยงระดับปฏิบัติการหรือผู้ประสานงานความเสี่ยง เช่น ผู้รับผิดชอบสายงานการผลิต ผู้รับผิดชอบด้านการตลาดแต่ละสายผลิตภัณฑ์ ผู้จัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จัดทำแผนจัดการความเสี่ยงโดยวิเคราะห์ ประเมิน กำหนดวัตถุประสงค์และตัวชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicator : KRI) รวมถึงกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยง (Mitigation Plan) ให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร กำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) และความเสี่ยงที่ทนรับได้ขององค์กร (Risk Tolerance) อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง รวมทั้งรายงานผลการดำเนินงานให้กับกรรมการผู้จัดการ (MD) ซึ่งเป็นประธานของคณะทำงานด้านการบริหารความเสี่ยง เพื่อรายงานต่อประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อรับทราบและเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าผลการจัดการความเสี่ยงของเจ้าของความเสี่ยงเป็นไปตามแผนฯ อย่างมีประสิทธิผล

องค์ประกอบของการบริหารความเสี่ยง

ทีวีโอมีการบริหารความเสี่ยงองค์กรตามกรอบ COSO ERM : 2017 ประกอบด้วยการระบุความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร โดยเชื่อมโยงกับการจัดการกลยุทธ์เพื่อให้มั่นใจว่าการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้พิจารณาความเสี่ยงอย่างครบถ้วน การควบคุมภายในมีบทบาทสำคัญในการสร้างกลไกเพื่อลดโอกาสเกิดความเสี่ยง และเสริมสร้างความมั่นใจในกระบวนการดำเนินงาน ขณะที่ BCM (Business Continuity Management) สนับสนุนความสามารถในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เพื่อรักษาการดำเนินธุรกิจให้ต่อเนื่อง สุดท้าย การตรวจสอบภายในทำหน้าที่ประเมินความเหมาะสมและประสิทธิผลของกระบวนการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้แน่ใจว่าความเสี่ยงได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมและเป็นไปตามเป้าหมาย

กระบวนการบริหารความเสี่ยง

ทีวีโอใช้กระบวนการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั้งหมดเพื่อให้มั่นใจว่าการจัดการความเสี่ยงสามารถช่วยในการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการ กำหนดวัตถุประสงค์ ที่เชื่อมโยงกับกลยุทธ์และเป้าหมายของบริษัท จากนั้นทำการ ระบุความเสี่ยง ที่อาจส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น หลังจากนั้นในขั้นตอน ประเมินความเสี่ยง ความเสี่ยงที่ระบุจะได้รับการประเมินและจัดลำดับความสำคัญผ่าน Risk Matrix เพื่อประเมินความน่าจะเป็นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เมื่อประเมินความเสี่ยงแล้ว บริษัทจะดำเนินการ ตอบสนองความเสี่ยง โดยการเลือกวิธีการที่เหมาะสม เช่น การลด การโอน หรือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง การ กิจกรรมการควบคุม จะถูกนำมาใช้เพื่อสร้างกลไกในการควบคุมและลดความเสี่ยงในกระบวนการทำงาน และสุดท้าย การติดตามผล จะช่วยในการประเมินและตรวจสอบประสิทธิภาพของการควบคุมและการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงตามเป้าหมายที่กำหนด

การกำหนดระดับความเสี่ยง

หลักเกณฑ์การประเมินระดับความรุนแรงของความเสี่ยงที่ทีวีโอ ใช้เป็นเกณฑ์ในการวัด คือ Matrix ขนาด 5x5 ระดับความรุนแรงของความเสี่ยงมี 4 ระดับ โดยผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานสามารถประเมินระดับโอกาสที่อาจเกิดขึ้น (Likelihood) และผลกระทบ (Impact) ของความเสี่ยง โดยการให้คะแนนตั้งแต่ 1 ถึง 5 ดังแสดงในรูปด้านล่าง ดังนี้

ระดับ ความหมาย
สูงมาก
E
(Extreme)

อยู่ในระดับที่องค์กร ไม่สามารถยอมรับได้ ต้องมีการจัดการทันที

สถานะ ความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อองค์กรใน ระดับสูงมาก เนื่องจากอาจยังไม่มีมาตรการจัดการความเสี่ยง และ/หรือ มาตรการจัดการความเสี่ยงที่มีอยู่ไม่มีประสิทธิผลเพียงพอที่จะให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

การจัดการ องค์กรต้องกำหนดให้มีการจัดทำมาตรการจัดการความเสี่ยงเพิ่มเติมทันทีผ่านการบริหารความเสี่ยงในระดับองค์กร (Corporate risk management)

สูง
H
(High)

อยู่ในระดับที่องค์กร ไม่สามารถยอมรับได้ ต้องมีการจัดการอย่างเร่งด่วน

สถานะ ความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อองค์กรใน ระดับสูง เนื่องจากอาจยังไม่มีมาตรการจัดการความเสี่ยง และ/หรือ มาตรการจัดการความเสี่ยงที่มีอยู่ไม่มีประสิทธิผลเพียงพอที่จะให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

การจัดการ องค์กรต้องกำหนดให้มีการจัดทำมาตรการจัดการความเสี่ยงเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วนผ่านการบริหารในระดับจัดการ (Functional risk management)

ปานกลาง
M
(Medium)

ความเสี่ยงที่อยู่ใน ระดับที่ยอมรับได้ แต่ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

สถานะ ความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อองค์กรใน ระดับปานกลาง

การจัดการ องค์กรต้องกำหนดให้มีการเฝ้าระวังความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

ต่ำ
L
(Low)

ความเสี่ยงที่อยู่ใน ระดับที่ยอมรับได้ แต่ต้องมีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง

สถานะ ความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อองค์กรใน ระดับต่ำ

การจัดการ องค์กรต้องกำหนดให้มีการทบทวนความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างการกำหนดระดับความเสี่ยง

(ในปีความเสี่ยง 2569)

การบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCM)

ผลกระทบ Inherent Risk Level มาตรการจัดการ
  1. สารสนเทศหลักของบริษัทใช้งานไม่ได้เป็นเวลานานเนื่องจากภาวะฉุกเฉิน
  2. ระบบ E-mail Server ใช้งานไม่ได้เป็นเวลานาน
  3. Server ระบบสารสนเทศอื่น เสียหายหรือ Software ใช้งานไม่ได้เป็นเวลานาน
สูง
  1. มี Server สำรอง ในรูปแบบ Hot Site คือ เป็นระบบสำรองสามารถใช้งานได้เหมือนระบบหลัก รวมทั้งข้อมูลต่างๆ จะถูกเก็บทั้งสองแห่ง ลักษณะเหมือนเป็น Mirror Site หากเกิดภัยพิบัติขึ้นระบบสำรองสามารถทำงานแทนได้เกือบจะในทันที
  2. มีแผนการกอบกู้ระบบหรือ DRP : Disaster Recovery Plan และมีการซ้อมกู้คืน ปีละ 1 ครั้ง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ความเสี่ยงที่ทำให้กิจการเข้าสู่ภาวะการหยุดชะงักทางธุรกิจ
  3. เปลี่ยนระบบ E-mail จากที่ติดตั้งภายในบริษัท ไปเป็นรูปแบบเช่าใช้ (Cloud Service) เพื่อความคุ้มทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร/จัดการ ซึ่งผู้ให้บริการจะมีการจัดทำ DR Site ให้ลูกค้าอยู่แล้ว
  4. มีระบบ Backup (Local & Off-Site backup) ตามรอบ/ความถี่ และการตรวจสอบ/ติดตามที่กำหนดในกระบวนการ ISO ของแผนก เช่น File Server ความถี่ทุกๆ วัน
  5. ปรับปรุงระบบสำรองข้อมูล ให้ครอบคลุมทั้งระบบสารสนเทศหลักของบริษัท เช่น ระบบ SAP และระบบสารสนเทศอื่นๆ เพื่อป้องกันปัญหาในการกู้คืนข้อมูลจากความเสี่ยงด้าน Cyber Security

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่

1. การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไม่เหมาะสม

คำอธิบาย: เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงมีการนำ AI มาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดรูปแบบความเสี่ยงใหม่ที่องค์กรอาจยังไม่มีประสบการณ์หรือแนวทางในการบริหารจัดการอย่างครบถ้วน ทั้งด้านความน่าเชื่อถือของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อกระบวนการดำเนินธุรกิจ การตัดสินใจ และความสามารถในการปรับตัวขององค์กร

ผลกระทบ Inherent Risk Level มาตรการจัดการ
  1. ข้อมูลที่เป็นความลับ ข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลสำคัญขององค์กรอาจรั่วไหล หรือถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่เป็นไปตามแนวทางที่องค์กรกำหนด
  2. ผลลัพธ์จาก AI ที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือไม่เหมาะสม อาจส่งผลต่อคุณภาพของงานและการตัดสินใจ
  3. การสร้างหรือเผยแพร่ข้อมูลจาก AI ที่ไม่ถูกต้องหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิด อาจส่งผลกระทบต่อองค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย
  4. การใช้ AI โดยไม่คำนึงถึงข้อกำหนดด้านกฎหมาย ระเบียบ นโยบายภายในองค์กร หรือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้อง อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านกฎหมายและชื่อเสียงขององค์กร
  5. การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI อาจส่งผลต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจ กระบวนการทำงาน และทักษะที่จำเป็นของบุคลากร หากองค์กรไม่สามารถปรับตัวหรือนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
สูง
  1. กำหนดนโยบายและแนวทางการใช้ AI อย่างเหมาะสมและรับผิดชอบ ครอบคลุมการใช้งานที่อนุญาตและไม่อนุญาต รวมถึงการกำกับดูแลการใช้งานอย่างรัดกุม
  2. สร้างความรู้และความตระหนักให้แก่พนักงานเกี่ยวกับประโยชน์ ข้อจำกัด ความเสี่ยง และการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม
  3. กำหนดให้มีการตรวจสอบและทวนสอบผลลัพธ์จาก AI ก่อนนำไปใช้งาน โดยเฉพาะข้อมูล เนื้อหา หรือเอกสารที่ใช้ในการดำเนินงานหรือสื่อสารกับบุคคลภายนอก
  4. กำหนดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบในการกำกับดูแลการใช้ AI เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในการควบคุมและติดตามการใช้งาน
  5. ติดตามพัฒนาการของเทคโนโลยี AI กฎหมาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบและปรับปรุงแนวทางการกำกับดูแลและการใช้งาน AI ของบริษัทให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลง
2. ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

คำอธิบาย: การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในด้านการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดสงครามการค้าที่อาจยืดเยื้อนาน 5–10 ปี ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อบริษัทโดยตรงและโดยอ้อม ดังนี้

ผลกระทบ Inherent Risk Level มาตรการจัดการ
  1. ต้นทุนการนำเข้าถั่วเหลืองจากประเทศบราซิลที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบโดยรวมเพิ่มขึ้น
  2. ปริมาณการขายกากถั่วเหลืองและน้ำมันถั่วเหลืองที่ลดลง ส่งผลให้รายได้ของบริษัทอ่อนตัวลง
  3. ผลกระทบร่วมดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไร และอาจทำให้ความสามารถในการทำกำไรในระยะสั้นลดลง
  4. มีความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลกที่เพิ่มสูงขึ้น
  5. อาจเกิดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานทางการเงิน หากต้นทุนการนำเข้ายังคงอยู่ในระดับสูงและความต้องการของตลาดยังคงอ่อนแอ
สูง
  1. เพิ่มปริมาณการขายล่วงหน้า เพื่อสร้างความมั่นคงของรายได้และรักษาสภาพคล่องทางการเงิน ท่ามกลางความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์
  2. ขยายฐานลูกค้าสำหรับกากถั่วเหลือง โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารสัตว์ปีกและอาหารเป็ด เพื่อกระจายความต้องการของตลาด
  3. ขยายการดำเนินธุรกิจไปยังตลาดในเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อลดการพึ่งพาความต้องการภายในประเทศ และเพิ่มความยืดหยุ่นของการส่งออก
  4. กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของความต้องการตลาด โดยหากปริมาณการขายหรืออัตราการใช้ประโยชน์ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ให้ดำเนินการทบทวนเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับขนาดโรงงานและกำลังการผลิต เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน

นอกจากนี้ ทีวีโอ เผยแพร่รายละเอียดของปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆ ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และแนวทางบริหารจัดการที่แบบ 56-1 One Report ประจำปี 2568 ส่วนที่ 1 หัวข้อ 2 การบริหารจัดการความเสี่ยง หน้า 39-53

การสร้างความตระหนักและวัฒนธรรมด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Awareness and Risk Culture)

TVO ให้ความสำคัญกับการสร้าง วัฒนธรรมด้านการบริหารความเสี่ยง (Risk Culture) ให้เกิดขึ้นในทุกระดับขององค์กร โดยส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักด้านความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ผ่าน การให้ความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงแก่กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหารอย่างสม่ำเสมอ การจัด อบรมด้านหลักการบริหารความเสี่ยงให้แก่บุคลากรทั่วทั้งองค์กร รวมถึง การนำเกณฑ์ด้านความเสี่ยงมาประกอบการพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการ

ในระดับคณะกรรมการบริษัท กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหารทุกคนได้รับความรู้และข้อมูลด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นความเสี่ยงที่สำคัญ หลักการบริหารความเสี่ยง และบทบาทในการกำกับดูแลความเสี่ยงขององค์กร

ในระดับองค์กร TVO พัฒนาความรู้และความตระหนักด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งหน่วยงานสำนักงานและโรงงาน ในปี 2569 บริษัทได้จัดการอบรมและ Workshop ด้านการบริหารความเสี่ยงตามกรอบ COSO ERM โดยวิทยากรจากสภาวิชาชีพบัญชีฯ โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วทั้งองค์กร รวมถึงคณะทำงานด้านการบริหารความเสี่ยงเข้าร่วม

เนื้อหาการอบรมครอบคลุมหลักการสำคัญด้านการบริหารความเสี่ยง ได้แก่ ความเชื่อมโยงระหว่าง Risk, Strategy and Performance, การกำหนด Risk Appetite และ Risk Tolerance ตลอดจนกระบวนการระบุ ประเมิน และกำหนดแนวทางตอบสนองต่อความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ พร้อม Workshop เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำหลักการดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับงานในความรับผิดชอบและการตัดสินใจในการปฏิบัติงานจริง

นอกจากนี้ TVO ยังนำ เกณฑ์ด้านความเสี่ยง (Risk Criteria) มาใช้ประกอบการพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการ โดยพิจารณาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องในกระบวนการพัฒนาและตัดสินใจ เช่น คุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนด ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนความต้องการของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงของตลาด เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาผลิตภัณฑ์ใหม่ การปรับปรุงผลิตภัณฑ์ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และบริการที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งให้ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้รับการระบุและจัดการอย่างเหมาะสมก่อนนำไปดำเนินการ

แนวทางดังกล่าวช่วยให้ TVO สามารถปลูกฝัง แนวคิดการตัดสินใจโดยคำนึงถึงความเสี่ยง (Risk-based Thinking) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลและกระบวนการดำเนินธุรกิจ พร้อมเสริมสร้างความตระหนักด้านความเสี่ยงตั้งแต่ระดับคณะกรรมการ ผู้บริหาร จนถึงพนักงานทั่วทั้งองค์กร

การบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่า

ทีวีโอ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อให้การดำเนินงานเกิดความยั่งยืน โดยมีการบริหารความเสี่ยงที่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจส่งผลต่อธุรกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี

  1. การจัดหาวัตถุดิบ
    • ให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบที่มาจากการเพาะปลูกอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล
    • ส่งเสริมการเพาะปลูกถั่วเหลืองในประเทศ เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกรไทยให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน
    • ส่งเสริมให้คู่ค้าธุรกิจ มีการดำเนินงานอย่างมีจริยธรรม เคารพต่อสิทธิมนุษยชน และรับผิดชอบต่อสังคม โดยได้นำปัจจัยทางด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล) เข้ามาใช้ในการพิจารณาคัดเลือกคู่ค้า เพื่อสนับสนุนให้เกิดการดำเนินงานอย่างยั่งยืน
  2. การขนส่งขาเข้า
    • ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการขนส่งวัตถุดิบ โดยคู่ค้าธุรกิจจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานด้านการขนส่ง เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการขนส่ง
    • อบรมให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยก่อนเข้าพื้นที่ทำงานแก่คู่ค้าธุรกิจทุกราย เพื่อส่งเสริมเรื่องความอาชีว อนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
  3. การผลิต
    • นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พัฒนา และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และใช้ทรัพยากรในการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
    • ลดผลกระทบจากกระบวนการผลิตที่อาจส่งผลต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยจัดตั้งทีมชุมชนสัมพันธ์ เพื่อเฝ้าติดตามผลกระทบ เยียวยา หาแนวทางในการป้องกันแก้ไข และช่วยสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนรอบข้างโรงงาน
  4. การตลาดและการขาย
    • มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ และปรับปรุงการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการ และสร้างประสบการณ์ที่ดี และความผูกพันแก่ลูกค้า ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์วัตถุดิบอาหารสัตว์ และกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันพืชบริโภค
    • ขยายตลาดใหม่ไปยังต่างประเทศ โดยยึดหลักคุณภาพ โภชนาการ และมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหาร ภายใต้การแข่งขันด้านราคาอย่างเป็นธรรม และเหมาะสม
    • มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของคู่ค้า
  5. การขนส่งและการกระจายสินค้า
    • บริหารจัดการการกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งมอบสินค้าให้ถึงมือลูกค้า และผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ตรงต่อเวลา ทั้งใน และต่างประเทศ
    • อบรมให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยก่อนเข้าพื้นที่ทำงานแก่คู่ค้าธุรกิจทุกราย เพื่อส่งเสริมเรื่องความอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
  6. ลูกค้าและผู้บริโภค
    • วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์การบริโภคในปัจจุบัน
    • สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการที่ดีผ่านผลิตภัณฑ์ของบริษัท ส่งเสริมให้ตราสินค้าของทีวีโอเป็นที่จดจำแก่ลูกค้า ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
    • สำรวจความพึงพอใจของลูกค้าและผู้บริโภค เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุง สินค้าและบริการ รวมถึงการจัดการโลจิสติกส์ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม

การจัดหาอย่างยั่งยืน

ทีวีโอ มุ่งมั่นสร้างความสัมพันธ์กับ “คู่ค้าธุรกิจ” และพัฒนากระบวนการทำงาน เพื่อสร้างคุณค่ากับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และเป็นห่วงโซ่สำคัญของความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ บริษัทเชื่อมั่นว่า ความสำเร็จที่ยั่งยืนจะต้องคำนึงถึงประเด็นด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) โดยการบริหารจัดการโอกาสและความเสี่ยงที่ครบทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งผลลัพธ์จะนำไปสู่การสร้างมูลค่าระยะยาวร่วมกับคู่ค้า และยกระดับความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ทีวีโอ ตั้งเป้าหมายร้อยละ 100 ของคู่ค้าหลักรับทราบและลงนามตอบรับในจรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ ครบถ้วนภายในปี 2567

ทีวีโอประกาศใช้ “นโยบายจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement)” และ ตั้งเป้าหมายจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 50 ของยอดจัดซื้อในคู่ค้าธุรกิจกลุ่มสารเคมีและบรรจุภัณฑ์ภายในปี 2571 เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการส่งเสริมคู่ค้าสู่การเป็นพันธมิตรสีเขียว

จรรยาบรรณคู่ค้าธุรกิจ ดาวน์โหลด
นโยบายจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) ดาวน์โหลด

ทีวีโอกำหนดแนวปฏิบัติในการคัดเลือกคู่ค้าธุรกิจ และจัดให้มีการประเมินคู่ค้าธุรกิจเพื่อเป็นมาตรฐานการดำเนินงานที่ครอบคลุมประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และสอดคล้องกับหลักการดำเนินงานด้าน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (ESG)

การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ดาวน์โหลด

การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน

ถั่วเหลืองถือเป็นวัตถุดิบหลักที่สำคัญของบริษัท ทีวีโอ มีการจัดซื้อเมล็ดถั่วเหลืองที่มีคุณภาพดีจากเกษตรกรในประเทศ ถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นได้อีกทางหนึ่ง โดยมีแหล่งเพาะปลูกหลักอยู่ที่จังหวััดสุุโขทััย กำแพงเพชร อุุตรดิิตถ์์ เพชรบููรณ์์ เชีียงใหม่่ และขอนแก่น เป็นต้้น อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2557 การปลูกถั่วเหลืองในประเทศมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผลผลิตของเกษตรกรที่ปลูกโดยทั่วไปยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก ราว 250 – 270 กิโลกรัมต่อไร่ ส่งผลทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกสูง เกษตรกรมีกำไรน้อย หรือไม่มีกำไรจากการปลูก จึงทยอยเลิกปลูกถั่วเหลืองและหันไปปลูกพืชอื่นทดแทน

ทีวีโอเห็นถึงความสำคัญในการสนับสนุนการปลูกถั่วเหลืองแหล่งเพาะปลูกถั่วเหลืองในประเทศ จึงได้ริเริ่มโครงการทดลองปลูกถั่วเหลืองแผนใหม่ในสายพันธุ์ต่าง ๆ โดยได้เริ่มจัดทำแปลงทดลองบนพื้นที่ 24 ไร่ ในอำเภอแม่แตง และอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงปลายปี 2565 และได้เก็บเกี่ยวผลผลิตไปในช่วงเดือนพฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา ผลผลิตที่ได้จากแปลงทดลอง พบว่าวิธีการปรับธาตุอาหารบำรุงดิน และเปลี่ยนวิธีการปลูกแบบเว้นระยะเพื่อให้น้ำแก่ต้นถั่วเหลืองอย่างเพียงพอ ทำให้ค่่าเฉลี่่ยผลผลิิตถั่วเหลืืองของเกษตรกรส่วนใหญ่่มากกว่า 400 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่่งสููงกว่าค่่าเฉลี่่ยปกติของผลผลิตถั่วเหลืองในประเทศไทย

ในปี 2566 ทีวีโอ ยังคงดำเนินโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง โดยได้ขยายขอบเขตไปยังอำเภอสันทรายและอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และมีเกษตรกรที่ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการ 21 ราย รวมพื้นที่ทดลองเพาะปลูกทั้งสิ้น 104 ไร่ เพื่อมุ่งหวังว่าโครงการนี้จะมีส่วนช่วยส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตถั่วเหลืองในประเทศ เพิ่มแรงจูงใจในการปลูกถั่วเหลืองให้แก่เกษตรกร ให้มีต้นทุนการเพาะปลูกลดลง ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้นส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพในระยะยาวต่อไป

ด้านการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองจากต่างประเทศที่เป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญของโลก ได้แก่ บราซิล สหรัฐอเมริกา และอาร์เจนตินา ในปีที่ที่ผ่านมาทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสภาวะอากาศที่แปรปรวน หรือภัยธรรมชาติ ส่งผลให้ผลผลิตไม่เป็นไปตามคาดการณ์ รวมถึงการขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลกระทบต่อการขนส่งวัตถุดิบ บริษัทมีการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตลอดทั้งกระบวนการผลิตและการขนส่ง โดยมีการวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบและการประเมินความเสี่ยงในทุกด้าน เพื่อให้วัตถุดิบหลักถูกส่งมอบและนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2566 สถานการณ์การเดินทางเข้า-ออก ระหว่างประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทีวีโอจึงได้ลงพื้นที่สำรวจแหล่งเพาะปลูกเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศต้นทางผู้ผลิต เพื่อประเมินความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของวัตถุดิบแต่ละแหล่ง และเพื่อคาดการณ์ปัจจัยแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการจัดหาวัตถุดิบ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว คุณภาพ และราคา รวมถึงศึกษาข้อมูลจากบทวิเคราะห์และงานวิจัยต่างๆ และนำมาวางแผนในการจัดหาวัตถุดิบ รวมถึงเริ่มนำกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า เข้ามาใช้ในกระบวนการคัดสรรคู่ค้าที่มีความน่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบที่ได้มาเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี ไม่สร้างผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ไม่บุกรุกทำลายป่า ไม่ใช้แรงงานเด็ก ไม่ผิดหลักสิทธิมนุษยชน เป็นต้น โดยทีวีโอเข้าร่วมเป็นสมาชิก Sedex เกี่ยวกับการตรวจสอบหลักจริยธรรมค้าขาย และเป็นสมาชิก Round Table on Responsible Soy Association (RTRS)+

ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

นโยบายและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

การดำเนินงานในมิติสิ่งแวดล้อม ทีวีโอตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันและรับผิดชอบต่อผลกระทบที่อาจเกิดจากการดำเนินงานทั้งภายในและภายนอกสถานประกอบการ จึงได้กำหนด “นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม” เผยแพร่บนเว็บไซต์ของบริษัท https://www.tvothai.com/th/corporate-governance เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งมุ่งหวังให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ รวมถึงมีส่วนช่วยปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม อยู่ภายใต้ “คณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม” หรือ “คณะ ES” จัดตั้งขึ้นจากตัวแทนในแผนกต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นหน่วยงานกลางในการรวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการทำงานในทุกด้าน ทั้ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการพลังงาน การจัดการน้ำ และของเสียจากกระบวนการผลิต เพื่อนำไปตั้งเป้าหมายการลดการใช้ทรัพยากรทั้งระยะสั้นและระยะยาว ช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากกระบวนการผลิต สามารถแก้ไขปัญหาและข้อร้องเรียนจากผลกระทบต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที และรายงานการดำเนินงานต่อคณะกรรมการ ESG รับทราบ

TVO ติดตามผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในด้านต่าง ๆ และรายงานต่อฝ่ายบริหารเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาและดำเนินการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดTVO ดำเนินการตรวจประเมินด้านสิ่งแวดล้อมภายในเป็นประจำ โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสมของบริษัท เพื่อทวนสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมของบริษัท และระบุโอกาสในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การตรวจประเมินภายในดังกล่าวครอบคลุม 100% ของสถานประกอบการที่เป็นโรงงานผลิตของกลุ่มบริษัท ได้แก่ TVO1 และ TVO3นอกจากนี้ TVO1 มีการดำเนินงานตามระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System: EMS) ซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 14001 ที่เป็นมาตรฐานสากล โดยหน่วยงานรับรองอิสระจากภายนอก ทั้งนี้ TVO1 คิดเป็น 50% ของสถานประกอบการที่เป็นโรงงานผลิตทั้งหมดของกลุ่มบริษัท

นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ดาวน์โหลด

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการพลังงาน

ทีวีโอ ตั้งเป้าหมายระยะยาวมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2588 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2603 รวมถึงตั้งเป้าหมายระหว่างทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 ลงอย่างน้อย 20% ภายในปี 2578 เทียบกับปีฐาน 2564 เป็นความมุ่งมั่นร่วมกับเป้าหมายของประเทศไทยและนานาชาติ เพื่อช่วยลดผลกระทบของความรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นกับ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

เป้าหมาย ผลการดำเนินงาน ปี 2568
ลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตลง 2% จากปี 2568เหลือ 1.5 กิกะจูลต่อตันถั่วเหลืองภายในปี 2569 การใช้พลังงานในกระบวนการผลิต: 1.51 กิกะจูลต่อตันถั่วเหลือง
เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่า 85% ภายในปี 2569 สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน = 84.48%*
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% จากปีฐาน 2564 ภายในปี 2578 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1+2 : 48,614 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ลดลง 4.75%
ได้รับการรับรองฉลากลดคาร์บอนจากผลิตภัณฑ์องุ่น 1 ลิตร ภายในปี 2569 อยู่ระหว่างการขอรับรอง

*สัดส่วนการใช้พลังงานฟอสซิลสูงขึ้นจากการซ่อมบำรุงหม้อไอน้ำที่ TVO3 ทำให้ต้องใช้น้ำมันเตาทดแทนการใช้แกลบ

ISO 50001

TVO ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 50001 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านการจัดการพลังงาน การได้รับการรับรองนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และดำเนินงานอย่างยั่งยืน บริษัทได้ดำเนินการตรวจประเมินพลังงานเป็นประจำเพื่อหาแนวทางปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการต่างๆ และนำผลการตรวจประเมินมาใช้ในการจัดทำ และดำเนินแผนอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้ทำการฝึกอบรมให้กับพนักงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมความรู้ และทักษะในการอนุรักษ์พลังงาน และนำไปปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม

ใบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร 2568 ดาวน์โหลด

การใช้พลังงานหมุนเวียน

ทีวีโอให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด (Clean Energy Transition) ในฐานะกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานภายใต้ภาวะความผันผวนของตลาดพลังงาน

ในการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ มุ่งลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง โดยเลือกใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียนตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ ผ่านการนำเชื้อเพลิงชีวมวลจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น แกลบและไม้สับ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตพลังงานไอน้ำสำหรับกระบวนการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน และการสร้างคุณค่าในระยะยาว

นอกจากนี้ ทีวีโอได้เริ่มดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ตั้งแต่ปี 2563 และดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมทั้งสิ้น 3.5 เมกะวัตต์ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดโครงการได้ประมาณ 6,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีแผนขยายการติดตั้งเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของบริษัท จากความมุ่งมั่นในการใช้พลังงานสะอาด ปัจจุบันทีวีโอมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 84.5 ของการใช้พลังงานทั้งหมด โดยประกอบด้วยพลังงานชีวมวลร้อยละ 99.2 และพลังงานแสงอาทิตย์ร้อยละ 0.8 ซึ่งสะท้อนถึงการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

การบริหารจัดการน้ำและน้ำเสีย

"น้ำ" เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการผลิต แต่ในขณะเดียวกัน ผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather Events) อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำและการใช้น้ำในทุกภูมิภาค ทีวีโอจึงให้ความสำคัญกับ การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้น้ำในกระบวนการผลิต

เป้าหมาย ผลการดำเนินงานปี 2568
อัตราการใช้น้ำต่อตันการผลิต 0.91 ลูกบาศก์เมตรต่อตันเมล็ดถั่ว 0.97 ลูกบาศก์เมตรต่อตันเมล็ดถั่ว*

การใช้น้ำในกระบวนการผลิตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากบริษัทปรับเพิ่มกระบวนการบำบัดน้ำเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำดิบและรักษามาตรฐานการผลิต

การปล่อยน้ำทิ้งออกสู่ภายนอกเป็น 0 ไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก โดยสามารถนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตได้ทั้งหมด
นโยบายการบริหารจัดการน้ำระดับองค์กร ดาวน์โหลด

แนวทางบริหารจัดการ

  1. การประเมินการใช้น้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรน้ำ
  2. ปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้น้ำจากภายนอกตามหลัก 3Rs
  3. บำบัดน้ำทิ้งให้ได้คุณภาพตามที่กฏหมายกำหนด ควบคู่ไปกับการนำน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตไปผ่านกระบวนการบำบัด และกลับมาใช้ใหม่โดยไม่ปล่อยน้ำทิ้งสู่ภายนอก (Zero discharge)
  4. ประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ และจัดทำแผนลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

Reduce external water consumption in accordance with the principles of the 3Rs

การลดการใช้น้ำ (Reduce) - ทำการสำรวจและพัฒนาแผนเพื่อลดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ลดปริมาณน้ำที่เข้าสู่ระบบหม้อไอน้ำ โดยควบคุมปริมาณ Blowdown Water ไม่ให้เกิน 2% ของอัตราการปล่อยน้ำทั้งหมด

การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) - ปรับปรุงระบบการผลิตเพื่อนำน้ำผ่านกระบวนการใช้แล้วที่มีคุณภาพผ่านเกณฑ์กลับมาใช้ซ้ำในยูนิตอื่น ๆ ที่ไม่ต้องการน้ำคุณภาพสูง อาทิ การนำน้ำ Blowdown ในหอหล่อเย็น (Cooling Tower) กลับมาใช้ช้ำที่บ่อสเปรย์ดักฝุ่น และการนำน้ำ Reject RO ไปใช้เป็นน้ำชดเชยที่บ่อ Cooling ของโรงสกัด

การนำน้ำผ่านกระบวนการเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) - ติดตั้งเครื่องจักรเพื่อรีไซเคิลน้ำเสีย ตัวอย่างเช่นนำน้ำ Reject จากระบบ RO และน้ำล้างเรซิน (Resin Washing Water) กลับเข้าสู่กระบวนการปรับสภาพน้ำใหม่ (New Water Softening Process

“ทีวีโอได้นำแนวทาง Zero Discharge หรือ การไม่ปลดปล่อยน้ำเสียสู่ภายนอก มาใช้ในกระบวนการผลิต โดยนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ในกระบวนการสำคัญ เช่น ระบบบำบัดก๊าซจากหม้อไอน้ำ (Boiler Scrubber) และระบบทำความเย็น (Cooling Systems) ซึ่งช่วย ลดการใช้น้ำจากแหล่งภายนอก และป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม.”

การไม่ปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก (Zero Discharge)

แนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างครอบคลุมของ TVO ทำให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญในการ ไม่ปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก (Zero Wastewater Discharge) โดยนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการที่จำเป็น เช่น ระบบบำบัดมลพิษของหม้อไอน้ำ (Boiler Scrubber) และระบบหล่อเย็น (Cooling System) ส่งผลให้ไม่มีการระบายน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก พร้อมทั้งช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

Unit FY 2022 FY 2023 FY 2024 FY 2025 Target 2025
A. Water withdrawal and Water withdrawal from areas with water stress Million cubic meters 0.895 1.263 1.518 1.442 1.327
B. Water discharge and Total fresh water discharge to stress area Million cubic meters 0 0 0 0 0
Total net fresh water consumption (A-B) Million cubic meters 0.895 1.263 1.518 1.442 -
Water intensity Cubic meters / ton soy bean 0.93 1.11 0.99 0.91

* ปริมาณน้ำที่ TVO นำมาใช้ทั้งหมด มาจากพื้นที่ที่มีภาวะตึงเครียดด้านน้ำ (Water Stress)

** ตัวเลขมีความแตกต่างกับตารางด้านบนเนื่องจาก เป้าหมายและผลการดำเนินงานที่แสดงด้านบนครอบคลุมเฉพาะการใช้น้ำในกระบวนการผลิต ขณะที่ข้อมูลในตารางนี้เป็น ปริมาณการนำน้ำมาใช้ทั้งหมด (Water Withdrawal) ซึ่งรวมถึงการใช้น้ำในอาคารสำนักงานด้วย

การประเมินความเสี่ยงด้านน้ำในห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทประเมินและติดตามความเสี่ยงด้านน้ำใน ห่วงโซ่อุปทานถั่วเหลือง อย่างเป็นระบบ เนื่องจากถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบทางการเกษตรหลักที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยใช้ WRI Aqueduct Water Risk Atlas (2026) เป็นเครื่องมือในการประเมิน

การประเมินครอบคลุม วัตถุดิบนำเข้า 100% ของปริมาณทั้งหมด โดยพิจารณาระดับความเสี่ยงด้านน้ำของพื้นที่ต้นทางที่บริษัทจัดซื้อวัตถุดิบ

ผลการประเมิน
  • พื้นที่ที่มีความเสี่ยงระดับ ปานกลาง–สูง (20–40%): น้อยกว่า 5% — Cosmos, USA
  • พื้นที่ที่มีความเสี่ยงระดับ ต่ำ–ปานกลาง (10–20%): ประมาณ 15% ของปริมาณถั่วเหลืองทั้งหมด — Barcarena, Tubarao และ Aratu
  • พื้นที่ที่มีความเสี่ยงระดับ ต่ำ (<10%): ประมาณ 80% ของปริมาณถั่วเหลืองทั้งหมด — Itaqui, Paranagua และ Santos
  • บริษัทประเมินและติดตามความเสี่ยงด้านน้ำ ครอบคลุมวัตถุดิบทางการเกษตรนำเข้า 100%

การจัดการของเสีย

ทีวีโอ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต การบรรจุ การสนับสนุนการผลิตที่สำนักงาน รวมถึงของเสียที่เกิดจากการใช้งานผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นให้เกิดการจัดการอย่างถูกต้อง ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

เป้าหมาย ผลการดำเนินการปี 2568
ของเสียอันตรายจากกระบวนการผลิตนำไปฝังกลบเป็นศูนย์ ไม่เกิดการฝังกลบของเสียอันตรายจากกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง (ตั้งแต่ปี 2563)*
ปริมาณขยะและของเสียที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อของเสียทั้งหมดไม่น้อยกว่า 95%** 100%
ศึกษาการนำของเสียจากกระบวนการผลิตของบริษัทไปเป็นวัตถุดิบใหม่ในอุตสาหกรรมอื่น อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) สำหรับการนำของเสียจากกระบวนการผลิตอย่างน้อย 1 ประเภทไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอื่น

* ของเสียอันตราย ไม่รวมขยะชุมชน
**ของเสียที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์เป็นไปตามนิยามของ GRI 306-4, 306-5

ทีวีโอ บรรลุเป้าหมายการไม่นำของเสียไปฝังกลบตั้งแต่ปี 2563 และในปีนี้ บริษัทบรรลุเป้าหมายการนำของเสียไปใช้ประโยชน์ได้ 100% อาทิ การนำขี้เถ้าแกลบไปทำปุ๋ย การนำดินฟอกสี (bleaching clay) ที่มีค่าความร้อนสูงไปใช้ทำเป็นเชื้อเพลิงผสม เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนในเตาเผาอุตสาหกรรมซีเมนต์ รวมถึงการนำน้ำเสียที่บำบัดแล้วไปประโยชน์ภายในโรงงานโดยไม่มีการปล่อยออกนอกรั้วโรงงานอีกด้วย

ของเสียกว่าร้อยละ 90 ของทีวีโอ คือขี้เถ้าแกลบจากการผลิตไอน้ำในกระบวนการผลิต ซึ่งในปี 2567 โครงการ New TVO1 ได้มีการติดตั้งหม้อไอน้ำใหม่ ซึ่งมีความสามารถสับเปลี่ยนใช้เชื้อเพลิงได้หลากหลายชนิด ซึ่งจะทำให้สามารถลดขี้เถ้าแกลบจากการผลิตไอน้ำลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ทีวีโอ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาการนำขี้เถ้าแกลบไปใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในอุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึงโครงการศึกษาการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่จากขี้เถ้าแกลบเพื่อต่อยอดเป็นอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับพนักงานที่จะเกษียณอายุอีกด้วย

ปริมาณของเสีย

2022 2023 2024 2025
วัตถุดิบ ตัน 1,547,900 1,352,883 1,363,241 1,458,201
ปริมาณของเสีย ตัน 57,541 45,889 52,767 56,005
ของเสียอันตราย ตัน 31 17 25 29
ของเสียไม่อันตราย ตัน 57,510 45,872 52,742 55,976
ปริมาณของเสียต่อตันการผลิต ตัน/ตัน 0.0372 0.0339 0.0387 0.0384

การตรวจสอบกระบวนการจัดการของเสีย

ทีวีโอ ให้ความสำคัญกับการดำเนินการตรวจสอบประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการจัดการของเสียอย่างเคร่งครัด โดยอ้างอิงกระบวนการตรวจสอบตามมาตรฐาน ISO 14001 ซึ่งโรงงาน ทีวีโอ 1 ซึ่งมีสัดส่วนเป็น 50% ของจำนวนโรงงานทั้งหมด ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 ในปี 2566

ในปี 2567 บริษัททำการขยายผลการดำเนินงานจาก TVO1 ไปยัง TVO3 โดยจัดให้มี Internal เพื่อให้มั่นใจว่าแนวปฏิบัติด้านการจัดการของเสียถูกนำไปใช้ในทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน

การทำ Internal Audit ในแต่ละครั้ง จะประกอบด้วยผู้ตรวจประเมินภายในจากหลายโดยมุ่งตรวจสอบ และพัฒนาในประเด็นสำคัญด้านการจัดการของเสียที่สำคัญ ได้แก่:

  • การจัดการของเสียในแต่ละวันอย่างเหมาะสม เช่น การคัดแยกของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การดูแลโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการจัดการของเสียให้มีความพร้อมในการทำงานอย่างสม่ำเสมอ
  • การสื่อสารแนวปฏิบัติด้านการจัดการของเสียอย่างชัดเจนให้กับพนักงานผ่านช่องทางภายใน การประชุม และสื่อประชาสัมพันธ์

ซึ่งกระบวนการตรวจสอบ ทั้งภายใน และภายนอกเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการรับรองความสอดคล้องกับข้อกำหนดและการค้นหาโอกาส ในการปรับปรุงกระบวนการจัดการของเสียของบริษัทให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การจัดการ Food Loss และ Food Waste

ทีวีโอ มุ่งมั่นที่จะลดการสูญเสียอาหาร และขยะอาหารในทุกกระบวนการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุทาน ด้วยการออกแบบกระบวนการสกัดน้ำมันถั่วเหลืองที่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์หลัก 2 ชนิด คือ น้ำมันถั่วเหลืองและวัตถุดิบสำหรับอาหารสัตว์ นอกจากนี้ ผลพลอยได้อื่นๆ เช่น เลซิทิน ผิวถั่วเหลือง และน้ำมันถั่วเหลืองดิบ ยังถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและกล่าวได้ว่า ทีวีโอ ไม่มีการสูญเสียอาหารเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต

เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนความตระหนักรู้ในหมู่พนักงานเกี่ยวกับการจัดการของเสียในชีวิตประจำวัน ในปี 2567 ทีวีโอจึงได้ดำเนินโครงการ “How to ทิ้ง แยกขยะก่อนทิ้ง ดีต่อเรา ดีต่อโลก” เพื่อสร้างวัฒนธรรมในการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างเหมาะสม ผลจากการดำเนินโครงการในปี 2567 ทีวีโอร่วมกับโครงการไม่เทรวมของกรุงเทพมหานครนำเศษอาหารจากสำนักงานไปเป็นอาหารสัตว์ ช่วยลดการนำขยะอาหารไปฝังกลบได้ถึง 504 กิโลกรัม

ความพยายามเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของ TVO ในการดำเนินโครงการเพื่อแก้ไขปัญหา Food Loss และ Food Waste พร้อมทั้งส่งเสริมการนำไปใช้ในทางเลือกอื่น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDG

“บริษัทได้กำหนดเป้าหมายระดับองค์กรในการลดการสูญเสียอาหาร (Food Loss) จากกระบวนการผลิตให้เป็นศูนย์ภายในปี 2568 โดยในปี 2568 บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้สำเร็จ โดยไม่มีการสูญเสียอาหารจากกระบวนการผลิต”

ผลการดำเนินด้านการจัดการ Food Loss และ Food Waste 2568

  • การจัดการวัตถุดิบ: ไม่มีการสูญเสียอาหารจากถั่วเหลืองเน่าเสียระหว่างการขนส่งที่ไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการผลิต
  • กระบวนการผลิต: ไม่มีการสูญเสียอาหาร เนื่องจากการออกแบบกระบวนการสกัดน้ำมันถั่วเหลืองที่มีประสิทธิภาพ และการนำผลพลอยได้ไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ (อาหารสัตว์)
  • ผลิตภัณฑ์หลังการขาย: (การสูญเสียอาหารเกิดจากผลิตภัณฑ์ใกล้หมดอายุและความเสียหายระหว่างการขนส่ง)
    โดยในปี 2568 บริษัทรับน้ำมันกลับคืนทั้งสิ้น 23.85 ตัน และสามารถนำน้ำมันจำนวน 23.17 ตันกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เกิดเป็นของเสียทั้งสิ้น 0.68 ตัน  
  • กิจกรรมของพนักงานเพื่อสนับสนุนการผลิต: เศษอาหารจากโรงอาหารจำนวน 240 กิโลกรัม  ถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์
  • Food Loss & Food Waste Intensity: 0.0006 กิโลกรัมต่อถั่วเหลือง 1 ตัน

การจัดการผลกระทบ และข้อร้องเรียน

ทีวีโอ ให้ความสำคัญกับการจัดการผลกระทบที่เกิดจากกระบวนการผลิต ตลอดจนข้อร้องเรียนที่ได้รับการแจ้งเข้ามายังบริษัทผ่านช่องทางต่างๆ พร้อมจัดตั้ง “ทีมงานแผนกชุมชนสัมพันธ์” ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับชุมชนรอบข้างอย่างใกล้ชิด เข้าพบปะเยี่ยมเยือนชุมชนในแต่ละครัวเรือน เพื่อรับฟังและดำเนินการเยียวยาข้อร้องเรียนต่างๆ ในเบื้องต้นก่อนประสานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาในแต่ละด้าน เพื่อลดผลกระทบจากกระบวนการผลิตให้ได้มากที่สุด รวมทั้งสื่อสารกลับไปยังชุมชนเพื่อรับทราบถึงผลการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขต่างๆ ของทีวีโอต่อไป

การดำเนินการแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

  • แผนงานระยะสั้น
    โดยเริ่มต้นจากการหาสาเหตุของผลกระทบ ดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ประเมินผลและติดตาม ตลอดจนมีการสุ่มตรวจผลการปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะ และสื่อสารต่อชุมชนเพื่อรับทราบเป็นระยะ
  • แผนงานระยะยาว
    ประกอบด้วยการจัดทำแผนภูมิชุมชนรอบโรงงาน เพื่อดำเนินการป้องกันและลดผลกระทบในอนาคตให้สอดคล้องฤดูกาลและทิศทางลม รวมถึงการวางแผนการซ่อมบำรุงและจัดอบรมเรื่องขั้นตอนการปฏิบัติงานให้มีความรัดกุมมากขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบจากกระบวนการผลิตขึ้นมาอีกในอนาคต

ในปี 2566 ไม่พบว่ามีข้อร้องเรียนจากชุมชนเรื่องผลกระทบจากกระบวนการผลิตที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือการร้องเรียนไปยังหน่วยงานราชการ อย่างไรก็ตาม ทีมงานแผนกชุมชนสัมพันธ์ยังคงติดต่อสื่อสารและลงพื้นที่ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ เพื่อตรวจสอบติดตามผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งแจ้งความคืบหน้าการปรับปรุงการดำเนินงานให้กับทางชุมชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง

ผลการดำเนินงาน

Standard Data 2020 2021 2022 2023 2024 2025
GRI 307-1 จำนวนกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม
(กรณีที่ต้องจ่ายค่าปรับจำนวนมาก (>10,000 USD) จากกรณีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม)
0 0 0 0 0 0
SET ESG Rating จำนวนข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อม 0 0 0 0 0 0

นโยบายการเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนและสวัสดิภาพสัตว์

TVO ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเกษตรกรรม ซึ่งป็นปัจจัยต้นทางและพื้นฐานของธุรกิจ จึงประกาศนโยบายและให้คำมั่นในการส่งเสริมการเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานของธุรกิจทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การบริหารของทีวีโอ และคู่ค้าด้านการเกษตรกรรม ดังนี้

บริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายรวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงาน ลดการใช้น้ำ ลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของคู่ค้าธุรกิจ
  • คู่ค้าทางการเกษตร ควรประยุกต์หลักการการทำการเกษตรอย่างยั่งยืนในการดำเนินงาน อาทิ การปรับปรุงดิน ประเมินความเสี่ยง และจัดทำแผนเพื่อความมั่นคงด้านน้ำ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงแนวปฏิบัติอื่นๆ เพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศ
  • พิจารณาลดการใช้สารเคมีอันตราย หรือปรับเปลี่ยนมาใช้สารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงลดการใช้ยาฆ่าแมลงเกินความจำเป็น
  • มีส่วนร่วมและดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ โครงการอนุรักษ์พลังงาน หรือเลือกใช้พลังงานสอาด ซึ่งมีส่วนช่วยในการรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • นโยบายด้านสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare Policy): คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงสัตว์ การแปรรูปเนื้อสัตว์ และการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร ต้องตระหนักถึงความสำคัญและปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยยึดหลัก “เสรีภาพ 5 ประการ (Five Freedoms)” ดังนี้
    1. อิสระจากความหิวและกระหาย – โดยสัตว์ต้องสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดและอาหารที่เหมาะสมอย่างเพียงพอ เพื่อให้มีสุขภาพและความแข็งแรงที่ดี
    2. อิสระจากความไม่สบายกาย – โดยจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์
    3. อิสระจากความเจ็บปวด การบาดเจ็บ และโรค – โดยมีมาตรการป้องกัน หรือการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
    4. อิสระในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ – โดยจัดให้มีพื้นที่เพียงพอ สิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม และการอยู่ร่วมกับสัตว์ชนิดเดียวกันอย่างเหมาะสม
    5. อิสระจากความกลัวและความทุกข์ทรมาน – โดยจัดให้มีสภาพแวดล้อมและการดูแลที่ช่วยหลีกเลี่ยงความกลัวและความทุกข์ทางจิตใจของสัตว์

(ที่มา : เอกสารจรรยาบรรณคู่ธุรกิจ 2567)

การรับรองมาตรฐานสากลสำหรับเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

วัตถุดิบ มาตรฐานที่รับรอง The Coverage of products Certified 2025 Exposure of Product Certified 2025
ถั่วเหลือง Round Table on Responsible Soy Association 4.85% 4.85%
Non-Amazon Biome/ Declaration 95.15% 95.15%
ปลาซาร์ดีน GMP Certificate issued by the Department of Fisheries, Ministry of Agriculture and Cooperatives, Government of Thailand 100% 100%

TVO มุ่งมั่นสู่บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน

ทีวีโอ ตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญจากการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก ในฐานะผู้ผลิตน้ำมันพืชชั้นนำของประเทศไทย ทำให้มีการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในปริมาณมาก ทำให้บริษัท ตระหนักถึงหน้าที่รับผิดชอบในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงได้ประกาศ “นโยบายและแนวปฏิบัติด้านบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน” เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงาน ในการนำโซลูชันนวัตกรรมมาใช้เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้งาน คุณภาพ และความยั่งยืน

“ทีวีโอความมุ่งมั่นที่จะยกเลิกบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่จำเป็น ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และลดปริมาณการใช้พลาสติกในบรรจุภัณฑ์ เพื่อลดปัญหาขยะพลาสติก และลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์.”

เป้าหมาย : “ลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของน้ำมันองุ่น 1 ลิตร ลงอย่างน้อย 2% ภายในปี 2025 ด้วยการลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก”

นโยบายและคู่มือบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน Download

ความก้าวหน้าที่สำคัญ:

  • บริษัทสามารถยกเลิกการใช้ซีลฝาขวด (พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว) ได้ตั้งแต่ปี 2565 ส่งผลให้ลดปริมาณขยะพลาสติกที่ไม่จำเป็นได้สูงสุดถึง 3,600 กิโลกรัมต่อปี
  • ในปี 2568 ได้วิจัยและพัฒนาปรับปรุงการออกแบบขวดน้ำมันพืชขนาด 1 ลิตร โดยลดการใช้พลาสติกลง 7 กรัมต่อขวด (เมื่อเทียบกับปี 2563) โดยยังคงความแข็งแรงและความทนทานของบรรจุภัณฑ์ ส่งผลให้สามารถลดการใช้พลาสติกได้รวมทั้งสิ้น 629,050 กิโลกรัมต่อปี เทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2,706,922 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
  • โครงการนำภาชนะบรรจุน้ำมันอุตสาหกรรมกลับมาใช้ซ้ำอย่างเป็นระบบ ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน สามารถลดการใช้ภาชนะใหม่ได้จำนวน 35,000 ใบ คิดเป็นการลดการใช้พลาสติกได้ประมาณ 315,000 กิโลกรัม เทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1,038,744 กิโลกรัม กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
  • เปลี่ยนฉลากขวดจากวัสดุ PVC เป็น OPP ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการรีไซเคิล และเพิ่มสัดส่วนการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • เปลี่ยนมาใช้กระดาษรีไซเคิล 100% สำหรับกล่องบรรจุน้ำมันพืชขนาด 1 ลิตร ส่งผลให้สามารถลดการใช้กระดาษใหม่ได้ประมาณ 70,400 กิโลกรัมต่อปี

ผลการดำเนินงาน

ประเภทวัสดุของบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในปี 2568
ประเภทวัสดุ ความครบถ้วนของข้อมูล น้ำหนัก (ตัน) % ของวัสดุรีไซเคิล เป้าหมาย 2025 (% of total weight)
บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากไม้/เส้นใยกระดาษ 100% 3,292 91% 85%
บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากโลหะ (เช่น เหล็ก อลูมิเนียม) 100% 864 0 N/A
บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากแก้ว 100% N/A N/A N/A
บรรจุภัณฑ์พลาสติกในปี 2568
ชนิดของบรรจุภัณฑ์พลาสติก หน่วย 2022 2023 2024 2025
A. น้ำหนักรวมของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมด ตัน N/A 2,753.93 3,620 5,190
B. เปอร์เซ็นต์ของบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่นำไปรีไซเคิลได้ เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักรวมทั้งหมดของบรรจุภัณฑ์พลาสติก N/A 99.7 99.7 99.7
C. เปอร์เซ็นต์ของบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ N/A 0 0 0
D. เปอร์เซ็นต์ของวัสดุรีไซเคิลที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์พลาสติก N/A 0 0 0
ความครบถ้วนของข้อมูล % N/A 100% 100% 100%

TVO ตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และได้ทำการการระบุ ประเมิน และบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความหลากหลายทางชีวภาพจากการดำเนินงานของบริษัท

การประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

ทีวีโอ ดำเนินการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพโดยคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของพื้นที่ (Location-specific Assessment) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ตามข้อกำหนดและแนวทางที่เกี่ยวข้องของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)

การประเมินครอบคลุมพื้นที่ดำเนินงานของ TVO และพื้นที่โดยรอบ โดยพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะก่อสร้างและระยะดำเนินงาน ครอบคลุมทรัพยากรทางชีวภาพ ได้แก่ นิเวศวิทยาบนบก (ป่าไม้และสัตว์ป่า) และนิเวศวิทยาทางน้ำ รวมถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง เช่น คุณภาพน้ำผิวดิน การประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

TVO มีพื้นที่ดำเนินงานทั้งหมด 4 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่รวม 21.0652 เฮกตาร์ โดยพื้นที่ดำเนินงานจำนวน 3 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่รวม 20.6335 เฮกตาร์ ได้รับการประเมินผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

ความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพและมาตรการจัดการ

การประเมินครอบคลุมทั้งระบบนิเวศบนบกและระบบนิเวศทางน้ำ โดยจากผลการประเมิน EIA พบว่า ผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญจากการดำเนินงานของท่าเทียบเรือส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศทางน้ำ เนื่องจากท่าเทียบเรือตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำนครชัยศรี

ความเสี่ยงที่สำคัญ มาตรการจัดการ
การรั่วไหลของน้ำมัน สารเคมี หรือสารอันตราย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ดำเนินมาตรการป้องกันมลพิษและแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำ
น้ำเสียและน้ำปนเปื้อนจากกิจกรรมการดำเนินงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพน้ำและระบบนิเวศทางน้ำ รวบรวมและจัดการน้ำเสียและน้ำปนเปื้อนอย่างเหมาะสม พร้อมติดตามคุณภาพน้ำและนิเวศวิทยาทางน้ำ

การลดผลกระทบและการติดตามตรวจสอบ

TVO ประยุกต์ใช้แนวทางลำดับขั้นการลดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Mitigation Hierarchy) โดยมาตรการที่ดำเนินการในปัจจุบันมุ่งเน้นที่ Avoid และ Reduce

Avoid – การหลีกเลี่ยงผลกระทบ: ป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นผ่านการวางแผนโครงการ มาตรการป้องกันมลพิษ และการควบคุมการดำเนินงาน

Reduce – การลดผลกระทบ: ลดระดับและขอบเขตของผลกระทบผ่านการจัดการน้ำเสีย การควบคุมมลพิษ และการติดตามตรวจสอบสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ TVO ดำเนินการติดตามคุณภาพน้ำและนิเวศวิทยาทางน้ำบริเวณพื้นที่โครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมและประสิทธิผลของมาตรการป้องกันและลดผลกระทบ

ความยั่งยืนด้านสังคม

การเคารพสิทธิมนุษยชน

บริษัทประกาศ “นโยบายด้านสิทธิมนุษยชน” เป็นหลักปฏิบัติร่วมกันในการดำเนินธุรกิจ เพื่อไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติ การคุกคาม หรือการล่วงละเมิดในทุกรูปแบบ พร้อมทั้งประกาศ “นโยบายการควบคุมการใช้แรงงานเด็ก และการเยียวยากรณีพบการจ้างแรงงานเด็ก” ที่ครอบคลุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการว่าจ้างแรงงานเด็ก

ในปี 2566 บริษัทได้เริ่มนำ “กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน” (Human Rights Due Diligence : HRDD) มาปรับใช้ในองค์กร โดยกำหนดให้มีการตรวจสอบประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนครอบคลุมตลอดทุกขั้นตอนในห่วงโซ่คุณค่าเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานในทุกขั้นตอนจะไม่ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบการที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการร่วมปรึกษาเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ทั้งต่อพนักงานและบริษัท รวมทั้งเป็นกระบอกเสียงสะท้อนความคิดเห็นและความต้องการของพนักงาน ซึ่งทุกประเด็นจะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ และปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย

นโยบายสิทธิมนุษยชน ดาวน์โหลด
การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ดาวน์โหลด
ผลการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านปี 2568-2569 ดาวน์โหลด

ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย

เป้าหมาย ผลการดำเนินงานในปี 2567
อุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงานเป็นศูนย์ (Zero Accident)  ไม่เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานถึงขั้นหยุดงานต่อเนื่อง 3,000,000 ชั่วโมงการทำงานในปี 2566 และ 6,000,000 ชั่วโมงการทำงานภายในปี 2567 อุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงาน 2 เคส
ไม่เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานถึงขั้นหยุดงานต่อเนื่อง 4,865,864 ชั่วโมงการทำงาน
อัตราการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงาน (Lost Time Injury Frequency Rate: LTIFR)  สำหรับพนักงานเป็น 0 กรณีต่อ 200,000 ชั่วโมงการทำงาน ภายในปี 2568 0.12
ค่า TRIR ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มอุตสาหกรรม Starch and vegetable fats and oil manufacturing (NAICS 311220) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1.8 0.48

บริษัทให้ความสำคัญกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันของพนักงานในทุกระดับ จึงได้กำหนด นโยบายด้านคุณภาพ อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงาน พร้อมทั้งกำกับดูแลและสื่อสารให้พนักงาน คู่ค้า และผู้รับเหมานำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยจัดตั้ง คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ ซึ่งมีหน้าที่ติดตามและประเมินผล พร้อมทั้งเสนอแนวทางปรับปรุงและแก้ไข เพื่อป้องกันและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

การตรวจประเมินความสอดคล้อง

บริษัทได้จัดให้มีการตรวจประเมินความสอดคล้อง และประสิทธิภาพการจัดการตามมาตรฐานระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO 45001- Occupational Health & Safety Management System ) ทั้งการตรวจประเมินภายใน (Internal Audit) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และตรวจติดตามประจำปี (Surveillance Visit) โดยผู้ตรวจประเมินจากภายนอก โดยจะนำผลที่ได้จากการตรวจประเมินมาทำการแก้ไขป้องกัน เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

การสอบสวนและวิเคราะห์อุบัติการณ์

เพื่อให้กระบวนการสอบสวนและวิเคราะห์อุบัติการณ์ ที่ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บจากการทำงาน การเจ็บป่วยและโรคจากการทำงาน รวมถึงภาวะฉุกเฉินต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การแก้ไขที่ต้นเหตุและป้องกันการเกิดซ้ำ TVO ได้กำหนดให้กระบวนการสอบสวนมีความสอดคล้องกับมาตรการเก็บ รวบรวม และรายงานข้อมูลอุบัติการณ์ด้านอาชีวอนามัย (Safety Incident Information and Reporting Standard) และ มาตรฐานการสอบสวนและวิเคราะห์อุบัติการณ์ (Incident Investigation & Analysis) ดังนี้

ตรวจสอบพื้นที่เกิดเหต
จัดทำทะเบียนการเกิดอุบัติเหตุ
สอบสวนวิเคราะห์อุบัติเหตุโดยคณะกรรมการสอบสวน
ติดตามผลการแก้ไขและป้องกัน
รายงาน

บริษัทมุ่งสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงาน จึงได้จัดกิจกรรมสร้างความตระหนักด้านความปลอดภัยให้กับพนักงานและคู่ค้าธุรกิจอย่างต่อเนื่อง อาทิ จัดอบรมให้ความรู้เรื่องความปลอดภัยก่อนเข้าพื้นที่ทำงานแก่พนักงานใหม่และคู่ค้าธุรกิจทุกราย จัดซ้อมแผนการเตรียมพร้อมตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินจากเหตุฉุกเฉินจากสารเคมีและอัคคีภัย และจัดอบรมดับเพลิงขั้นต้น ฝึกซ้อมดับเพลิง และฝึกซ้อมอพยพหนีไฟเป็นประจำในทุกปีทั้งในส่วนโรงงานและสำนักงานใหญ่

นโยบายคุณภาพ อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ดาวน์โหลด

การดูแลพนักงาน

ทีวีโอมุ่งส่งเสริมให้มีการพัฒนาศักยภาพของพนักงานในทุกระดับเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในโลกธุรกิจ โดยส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งในรูปแบบการจัดอบรมภายใน และส่งเสริมการเข้าร่วมอบรมภายนอก รวมไปถึง การเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานจริง เพื่อมุ่งเน้นให้พนักงานเกิดการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ในปี 2566 จำนวนชั่วโมงการฝึกอบรมเฉลี่ยของพนักงานอยู่ที่ 17 ชั่วโมงต่อคนต่อปี

การปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม

บริษัทให้ความสำคัญกับการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม โดยยึดมั่นในการดำเนินงานตามหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ บริษัทได้กำหนดแนวทางและมาตรการในการดูแลพนักงานอย่างเท่าเทียม โปร่งใส และให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยครอบคลุมพนักงานทุกระดับทั่วทั้งองค์กร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย เป็นธรรม และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของบุคลากรอย่างยั่งยืน

1. การจ่ายค่าตอบแทนและสวัสดิการ

บริษัทมุ่งมั่นที่จะจ่ายค่าตอบแทนที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ (Living Wage)  โดยพิจารณาให้ไม่น้อยกว่าค่าครองชีพในพื้นที่ และสอดคล้องกับมาตรฐานของอุตสาหกรรม ทั้งนี้ บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด  และยึดมั่นในการกำหนดค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม เป็นธรรม และโปร่งใส โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติในทุกกรณี

ทีวีโอ ใช้หลักการคำนวณค่าจ้างที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยใช้ข้อมูลจาก Asia Floor Wage Alliance เป็นข้อมูลอ้างอิงในการประเมินระดับค่าจ้างของพนักงาน เพื่อมั่นใจว่าพนักงานได้รับค่าจ้างที่เพียงพอ

แนวปฏิบัติด้านค่าตอบแทนและผลประโยชน์พนักงาน ดาวน์โหลด

นอกจากนี้ บริษัทได้จัดให้มีผลประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ค่าทำงานล่วงเวลา ค่าเดินทาง เบี้ยพิเศษ และเบี้ยขยัน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต สร้างแรงจูงใจ และรักษาขวัญกำลังใจของพนักงานให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข

2. การตรวจสอบและติดตามความเหลื่อมล้ำของค่าตอบแทนระหว่างเพศ

บริษัทมีแนวปฏิบัติในการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งแยกหรือกีดกันระหว่างเพศ โดยใช้วิธีการตรวจสอบและวิเคราะห์ช่องว่างของค่าตอบแทนระหว่างเพศเป็นประจำทุกปี กระบวนการนี้ประกอบด้วย

  • การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นกลาง โดยนำปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุงาน ประสบการณ์ และผลการปฏิบัติงาน มาประกอบการพิจารณา เพื่อระบุว่าความแตกต่างของค่าจ้างที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุจากเพศหรือไม่
  • เมื่อพบว่ามีช่องว่างของค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่มีเหตุผลรองรับ จะถูกระบุเป็นประเด็นสำคัญเพื่อนำไปสู่การแก้ไขและทบทวนโครงสร้างค่าจ้าง
3. การตรวจสอบและติดตามชั่วโมงการทำงาน

บริษัทมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อหลีกเลี่ยงชั่วโมงการทำงานที่มากเกินไป และเพื่อให้มั่นใจได้ว่าชั่วโมงการทำงานสูงสุดจะถูกกำหนดไว้อย่างเหมาะสม สอดคล้องตามนโยบายของบริษัท และข้อกำหนดของกฎหมายแรงงานอย่างเคร่งครัด ผ่านการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ดังนี้

  • กำหนดระเบียบปฏิบัติงานด้านบุคลากร เกี่ยวกับวัน เวลาทำงานปกติ และเวลาพัก พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายค่าตอบแทนสำหรับการทำงานล่วงเวลาที่ชัดเจน โดยชั่วโมงการทำงานปกติ รวมทั้งหมดไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • ใช้ระบบการบันทึกเวลาเข้างานและเลิกงานที่ทันสมัย สามารถคำนวณชั่วโมงการทำงานได้โดยอัตโนมัติ เพื่อติดตามเวลางานในแต่ละวัน และป้องกันการทำงานล่วงเวลาที่มากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด  
  • กำหนดให้หัวหน้างานเป็นผู้อนุมัติการทำงานล่วงเวลาล่วงหน้า เพื่อให้การทำงานล่วงเวลานั้นเป็นไปตามแผนและมีความจำเป็นจริง และมั่นใจได้ว่าพนักงานจะได้รับค่าจ้างอย่างถูกต้องตามชั่วโมงการทำงานจริง โดยชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน การทำงานในวันหยุด และการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด รวมทั้งหมดต้องไม่เกิน 36 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
4. ระยะเวลาการแจ้งล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้าง

บริษัทคำนึงถึงสิทธิของพนักงานและการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม กรณีมีเหตุจำเป็นในการเลิกจ้างพนักงานด้วยเหตุผลทางธุรกิจ บริษัทดำเนินการแจ้งการเลิกจ้างล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนถึงวันที่มีผลเลิกจ้าง เว้นแต่เป็นกรณีความผิดร้ายแรงของลูกจ้างที่ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า กรณีไม่สามารถแจ้งล่วงหน้าตามระยะเวลาที่กำหนดได้ บริษัทจะจ่ายชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างของการทำงาน 30 วันสุดท้าย ให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในระยะเวลาที่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้านั้น

5. สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของพนักงาน

บริษัทมีจัดให้มีสวัสดิการที่ยึดตามกฎหมาย และยังมอบสวัสดิการที่ครอบคลุมและหลากหลายแก่พนักงาน เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิต ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีในระหว่างการปฏิบัติงาน รวมทั้งจัดให้มีสวัสดิการด้านความมั่นคงของชีวิต ได้แก่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และวงเงินค่ารักษาพยาบาลนอกเหนือจากประกันสังคม

สวัสดิการ สิทธิที่บริษัทมอบให้พนักงาน
วันหยุดประเพณี ไม่น้อยกว่า 13 วัน/ปี
วันลาพักผ่อนประจำปี ไม่น้อยกว่า 8 วัน/ปี
วันลากิจ 6 วัน/ปี
วันลาเพื่อคลอดบุตร 98 วัน (14 สัปดาห์) *จ่ายค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน**

พนักงานมีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างวันลาพักผ่อนประจำปี ลากิจ และลาป่วย  โดยพนักงานสามารถตรวจสอบวันลาคงเหลือผ่านทางแอปพลิเคชั่น Line OA น้ององุ่น

โครงการพัฒนาพนักงาน

TVO จัดโครงการ Digital Capability Development: “AI for Work” เพื่อพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและการประยุกต์ใช้ AI ในการทำงาน ให้พนักงานสามารถปรับรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับทิศทาง Digital Transformation ขององค์กร

  • Objectives and Expected Outcomes:

    ลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้านเอกสาร งานเขียน และการค้นคว้าข้อมูล

    เพิ่มคุณภาพของผลงานและการสื่อสาร

    ส่งเสริมการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม ปลอดภัย ลดความเสี่ยง และมีการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำไปใช้งาน

    เสริมทักษะด้านดิจิทัลเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

  • Learning Methods and Program Phases: โครงการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ได้แก่

    Phase 1 – 2569: Training & Workshop : เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้ AI จัดกิจกรรมอบรมและจัด Workshop เพื่อให้ความรู้และฝึกปฏิบัติการใช้ ในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยแก่พนักงาน

    Phase 2 – 2570: AI Application Projects : ผู้เข้าร่วมโครงการนำความรู้จากการอบรมและ Workshop มาพัฒนาต่อยอดเป็น 50 โครงการต้นแบบเพื่อปรับปรุงการ ทำงานด้วย AI พร้อมนำเสนอและประเมินผลโครงการตามระยะเวลาที่กำหนด

    Phase 3 – 2570: Network Sharing : จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวทางการประยุกต์ใช้ AI และบทเรียนจากโครงการ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน และการขยายผลภายในองค์กร

  • Program Output: ผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 100 คน หรือ 30% ของพนักงานประจำระดับ Officer ขึ้นไปทั้งหมด และมีเป้าหมายพัฒนาต่อยอดเป็น 50 โครงการต้นแบบ โดยมีการติดตามและประเมินผลเป็นระยะต่อเนื่องถึงปี 2570
  • Business Impact: มีแผนประเมินผลกระทบเชิงธุรกิจจากโครงการที่นำไปประยุกต์ใช้จริง โดยพิจารณาจาก ระยะเวลาที่ลดลง ประสิทธิภาพของกระบวนการ และต้นทุนหรือทรัพยากรที่ลดลง ในแต่ละระยะของโครงการ
  • Workforce Coverage: โครงการครอบคลุม พนักงานประจำระดับ Officer ขึ้นไป จำนวน 100 คน หรือ 30% ของพนักงานกลุ่มดังกล่าวทั้งหมด โดยไม่รวมพนักงานสัญญาจ้างและพนักงาน Part-time

การประเมินผลการปฏิบัติงาน

ทีวีโอมีการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้

1. การบริหารจัดการตามวัตถุประสงค์ (Management by objectives)

ทีวีโอมีนโยบายจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมแก่พนักงานทุกระดับ โดยพิจารณาจากผลการประเมินการปฏิบัติงานประจำปีและศักยภาพของพนักงานควบคู่กับผลประกอบการของบริษัท ในปี 2566 บริษัทได้เริ่มใช้งานระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management System: PMS) เพื่อกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ประจำปีสำหรับการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งพัฒนาความสามารถของบุคลากรและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกคนในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จนอกจากนี้ ระบบ PMS ยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงาน โดยกระตุ้นให้พนักงานตระหนักถึงจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุงของตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาทักษะและศักยภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง
ความถี่: ปีละครั้ง

2. การประเมินผลงานแบบ 360 องศา

ในปี 2567 ทีวีโอเริ่มนำระบบ 360-degree feedback มาใช้ในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งพนักงาน ระบบนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรและองค์กรอย่างรอบด้าน โดยเปิดโอกาสให้พนักงานได้รับข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับจุดแข็งและโอกาสในการพัฒนาจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหลากหลายมิติ ทั้งผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชา ช่วยให้กระบวนการประเมินมีความครอบคลุม โปร่งใส และลดความลำเอียง พนักงานสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปพัฒนาทักษะและศักยภาพของตนเองได้อย่างตรงจุด พร้อมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้าง ยอมรับความคิดเห็น และเสริมสร้างความสัมพันธ์ในทีม นอกจากนี้ ระบบยังช่วยสนับสนุนการตัดสินใจที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพในด้านการพัฒนาบุคลากรและการบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน
ความถี่: ปีละ 2 ครั้ง

แนวทางการสนับสนุนพนักงาน

บริษัทมุ่งมั่นดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่เน้นการส่งเสริมและดูแลสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจของพนักงาน โดยมีเป้าหมายให้พนักงานทุกคนมีความสุขและมีสุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์ สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ โครงการเหล่านี้ไม่เพียงแค่ช่วยเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับพนักงาน แต่ยังเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและความผูกพันระหว่างพนักงานกับองค์กร เพื่อร่วมสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนในระยะยาว

ในปี 2567 บริษัทเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและจัดให้มีสวัสดิการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพนักงานมากขึ้น ดังนี้

Program Detail
Flexible Working hours ปรับรูปแบบเวลาการทำงานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น อนุญาตให้พนักงานเลือกเวลาทำงานตามความสะดวกภายใต้กรอบเวลาการทำงานที่กำหนด พนักงานสามารถเริ่มต้นและเลิกงานได้ตามต้องการ ช่วยให้พนักงานสามารถบริหารเวลาได้ดีขึ้น สร้างสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว และยังช่วยเพิ่มความพึงพอใจและประสิทธิภาพในการทำงานได้
Work from Home and Work from Anywhere arrangements กำหนดวันทำงานจากที่บ้านตามความเหมาะสมของแต่ละแผนก เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน ลดเวลาการเดินทาง ทำให้พนักงานสามารถบริหารเวลาและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายของพนักงานและองค์กรได้
ห้องนมแม่ จัดเตรียมห้องพักที่เป็นส่วนตัวเพื่ออำนวยความสะดวกแก่พนักงานหญิงที่กำลังให้นมบุตร รวมถึงการจัดสรรเวลาในการหยุดพักเพื่อให้นม ซึ่งช่วยให้พนักงานสามารถดูแลครอบครัวได้อย่างเหมาะสม และสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับการดูแลสุขภาพของตนเองและบุตร
ลาเพื่อคลอดบุตร กำหนดนโยบายให้พนักงานสามารถลาหยุดเพื่อคลอดบุตรโดยได้รับค่าจ้างสูงสุดถึง 14 สัปดาห์ เพื่อให้พนักงานมีเวลาในการดูแลและสร้างความสัมพันธ์กับบุตรอย่างเต็มที่

ผลการดำเนินการเพิ่มเติม

GRI Indicators Data Unit 2022 2023 2024 2025
3.1.4 Share of women in all management positions % of total management positions N/A N/A N/A 40.27
Share of women in management positions in revenue-generating functions % all such managers N/A N/A 65 61.9
Share of women in STEM-related positions % total stem positions N/A N/A 17 15
TVO is committed to 40% of all manager position to be held by women, by 2030 (target year)
405-1 3.1.5 Workforce breakdown based on Nationality
Thai % 100 100 100 100
Others % 0 0 0 0
Workforce breakdown based on Race
Thai % 100 100 100 100
Others % 0 0 0 0
401-1 3.3.4 New employee hires breakdown by Nationality
Thai % 100 100 100 100
Others % 0 0 0 0
3.3.5 Turnover rate breakdown by Nationality
Thai % 100 100 100 100
Others % 0 0 0 0
3.3.9 Employee engagement Survey % N/A 61.27 62.08 73.60
percentage of employees who responded to the survey % N/A 34.84 79.3 74.21
Remark:
The reported data covers all TVO employees.
100% of TVO employees are Thai by race and nationality.

การมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม

ทีวีโอส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมระหว่างพนักงานและชุมชน โดยจัดกิจกรรมหรือโครงการต่าง ๆ เพื่ออนุรักษ์ สืบสานวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น และมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งมี “หน่วยงานชุมชนสัมพันธ์” ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินงานหลักผ่านการสื่อสารกับชุมชน เช่น การรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือข้อกังวลใจของชุมชน มีจุดประสงค์เพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน

โครงการ CSR - DIW Continuous 2566

ทีวีโอเข้าร่วมโครงการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน หรือ CSR - DIW Continuous 2566 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ผ่านการสานเสวนาร่วมกับชุมชนรอบโรงงานในรัศมีอย่างน้อย 5 กิโลเมตร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรับฟังและแก้ไขปัญหาตามความต้องการของชุมชน โดยปีนี้ได้จัดกิจกรรมฝึกทำสบู่ซักล้างจากน้ำมันพืชใช้แล้ว ส่งเสริมแนวคิดการเพิ่มมูลค่าและลดปริมาณของเสียจากครัวเรือนซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน โดยร่วมสนับสนุนอุปกรณ์ในการทำกิจกรรม พร้อมทั้งส่งตัวแทนพนักงานเข้าไปแบ่่งปันและถ่่ายทอดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของน้ำมันพืชใช้แล้ว รวมไปถึงแนะนำแนวทางการจัดการน้ำมันพืชเก่าอย่างถูกต้อง

โครงการ Caring & Sharing: แบ่งปันด้วยใจเพื่อสังคมไทยยั่งยืน

โครงการ Caring & Sharing เป็นกิจกรรมที่ทีวีโอดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2566 บริษัทมุ่งเน้นการสร้างสังคมพึ่งพาตนเองได้ในชุมชน ส่งเสริมให้ชาวบ้านเกิดการพัฒนาเอง ทั้งในด้านทักษะการใช้ชีวิตและทักษะอาชีพ โดยทีวีโอเข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนการศึกษาสู่โรงเรียนและเยาวชนที่ขาดแคลน ส่งเสริมสุขภาวะของคนในชุมชน ส่งเสริมการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นที่ดีงาม และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับประชาชนในชุมชน เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ตัวอย่างกิจกรรม อาทิ การสนับสนุนการศึกษาสู่เยาวชน การสนับสนุนเครื่องมือทางการแพทย์ และร่วมอนุรักษ์ประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น

สุขภาพและโภชนาการ

ความมุ่งมั่นของ TVO เพื่อสุขภาพและโภชนาการที่ยั่งยืน

บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและโภชนาการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมสุขภาพที่ดีของสังคมในระยะยาว จึงได้กำหนดแนวปฏิบัติด้านสุขภาพและโภชนาการเป็นแนวทางในการดำเนินงาน ดังนี้

  1. พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม (ไขมันทรานส์ 0 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค) และสอดคล้องกับมาตรฐานโภชนาการสากล เพื่อส่งเสริมการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพ
  2. บริหารจัดการด้านราคาสินค้าอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดและต้นทุนวัตถุดิบ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม และเข้าถึงได้ง่าย
  3. แสดงข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภคบนฉลากสินค้า จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลายขนาด เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อได้อย่างหลากหลายตามความต้องการ
  4. สื่อสารการตลาดอย่างถูกต้องตามคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ทุกประเภทที่จำหน่ายในตลาด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันคาโนลา เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลครบถ้วนและตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างเหมาะสม
  5. มีการตรวจสอบคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ โดยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 และ ได้รับการรับรองโดย the American Oil Chemists’ Society (AOCS)
  6. ฉลากของผลิตภัณฑ์น้ำมันทุกชนิดที่วางจำหน่ายในทุกตลาด ต้องแสดงข้อมูลโภชนาการและส่วนประกอบสำคัญ ครอบคลุมทั้งข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลโภชนาการเพิ่มเติม เช่น คอเลสเตอรอล 0 มิลลิกรัม วิธีใช้ และคำแนะนำการเก็บรักษา การประยุกต์ใช้ข้อมูลโภชนาการนี้ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลครบถ้วนและสามารถตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม

หมายเหตุ : ผลิตภัณฑ์ไม่เข้าข่ายการแสดงฉลาก GDA

การดำเนินงานด้านสุขภาพและโภชนาการ

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย 2023 2024
ควบคุมปริมาณสารอาหาร
-ไขมันทรานส์น้อยกว่า 2% ตามข้อกำหนดของมอก. 1762561
ไขมันทรานส์ <1%
*ไม่มีการเติมสารปรุงแต่ง
ไขมันทรานส์ <1%
*ไม่มีการเติมสารปรุงแต่ง
เพิ่มการจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่ม fortified food อย่างน้อย 1 ผลิตภัณฑ์ ภายในปี 2025 - จำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่ม fortified food ที่เติมวิตามิน A ในน้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันคาโนลา ตรา Healthy Chef

บริษัทมีการจัดตั้งหน่วยงานวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยมีผู้เชี่ยวชาญในด้านวิทยาศาสตร์อาหาร ทำหน้าที่พิจารณาแนวทางหลักในการพัฒนาสินค้า ดังนี้

1. การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

บริษัทมุ่งยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและควบคุมไขมันทรานส์ (Trans Fat) เพื่อป้องกันภาวะโภชนาการบกพร่องและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีความหลากหลาย ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง คาโนลา ข้าวโพด และดอกทานตะวัน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม ทั้งผู้ที่ใส่ใจสุขภาพหัวใจ ผู้สูงอายุ และผู้ที่ควบคุมไขมันในอาหาร โดยใช้ระบบการประเมินคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ (Corporate Nutritional Profiling System: NPS) เพื่อวิเคราะห์ปริมาณและประเภทไขมันให้เป็นไปตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

2. การรักษาคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์

พัฒนากระบวนการผลิตน้ำมันด้วยเทคโนโลยีการกลั่นและการสกัดที่ทันสมัย เพื่อลดการสูญเสียพลังงานและทรัพยากร พร้อมรักษาสารอาหารสำคัญ เช่น Omega-3 และลดไขมันทรานส์ กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพยังช่วยลดต้นทุน ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงได้ง่ายและราคาสมเหตุสมผล โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย ชุมชนห่างไกล และผู้ที่ต้องการอาหารเพื่อสุขภาพ

3. การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน

ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสะดวกต่อผู้บริโภค โดยใช้วัสดุรีไซเคิลและออกแบบเพื่อรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์ตลอดอายุการเก็บ ฝาขวดเปิด-ปิดง่ายช่วยลดการสูญเสียสารอาหารและยืดอายุการเก็บ ทำให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพได้อย่างเท่าเทียม บรรจุภัณฑ์สำหรับครัวเรือนมีหลากหลายขนาด เช่น 230 470 750 และ 1000 มล. เพื่อสนับสนุนการควบคุมปริมาณการบริโภคและเหมาะสำหรับการปรุงอาหารต่อมื้อ ตอบสนองความต้องการปริมาณการใช้ที่หลากหลายของผู้บริโภค

ฉลากผลิตภัณฑ์

บริษัทให้ความสำคัญในการสื่อสารข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง ชัดเจน และครบถ้วน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างมั่นใจ พร้อมทั้งเปิดช่องทางในการรับฟังข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนจากลูกค้าผ่านศูนย์บริการลูกค้าของบริษัท

ในปี 2568 ร้อยละ 100 ของสินค้าน้ำมันถั่วเหลืองมีการแสดงข้อมูลโภชนาการบนฉลากสินค้าตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานมาตรฐาน GHPs, HACCP เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ที่มาจากกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง

ข้อมูลโภชนาการ

แสดงข้อมูลส่วนประกอบสำคัญ และข้อมูลโภชนาการ ตามที่กฎหมายกำหนด

แสดงข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณแนะนำต่อวัน (GDA)เพื่อแสดงปริมาณการบริโภคที่แนะนำต่อหนึ่งหน่วยบริโภค

ข้อมูลเฉพาะ

แสดงข้อมูลเพิ่มเติม ด้านการรรับรองมาตรฐานการผลิต
ด้านสิ่งแวดล้อม และเครื่องหมายฮาลาล

ข้อมูลเพิ่มเติม

แสดงข้อมูลวิธีการใช้ การเก็บรักษา และคำแนะนำ

ผลการดำเนินการเพิ่มเติม

Unit 2021 2022 2023 2024 2025
Total revenue from healthy products MB 9,656 11,662 7,644 7,656 10,844
Total food & beverage revenue MB 11,869 14,722 12,202 11,174 11,685
-Soybean oil MB 10,920 13,892 10,178 10,644 11,208
-Others : other vegetable oils (excluding soybean oil) and canned fish products MB 949 830 2,024 530 477
% Healthy products revenue % 81.35 79.21 62.64 68.51 92.80

การดูแลและบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า

TVO มีกระบวนการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า เพื่อรับ ติดตาม และดำเนินการต่อข้อสอบถาม ข้อเสนอแนะ และข้อร้องเรียนของลูกค้าผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย

1. ช่องทางการติดต่อและรับฟังความคิดเห็นของลูกค้า

ลูกค้าสามารถติดต่อขอรับบริการหรือให้ข้อเสนอแนะผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่

  • ช่องทางออนไลน์: เว็บไซต์ www.tvothai.com อีเมล info@tvothai.com และ LINE Official Account: TVO Official
  • โทรศัพท์: +66 2 477 9020 (สำนักงานใหญ่)
  • ติดต่อโดยตรง: ผ่านพนักงานฝ่ายขายของ TVO
2. การจัดการความคิดเห็นของลูกค้าและการพัฒนาสินค้าและบริการ
  • ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของลูกค้าที่ได้รับผ่านช่องทางต่าง ๆ จะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาและดำเนินการอย่างเหมาะสม
  • ข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าและบริการได้รับการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ และนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงและพัฒนาสินค้าและบริการ
3. การเข้าถึงบริการของลูกค้า

TVO คำนึงถึงการเข้าถึงบริการและความต้องการของลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ ในการปรับปรุงกระบวนการให้บริการและการสื่อสารกับลูกค้า

สำหรับลูกค้ากลุ่มผู้สูงอายุและลูกค้าที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ สามารถติดต่อ TVO โดยตรงผ่านหมายเลขโทรศัพท์ +66 2 477 9020 เพื่อขอรับความช่วยเหลือและการสนับสนุนเพิ่มเติม

4. การจัดการและแก้ไขข้อร้องเรียน

TVO มีกระบวนการจัดการข้อร้องเรียนของลูกค้าอย่างเป็นระบบ ดังนี้

  1. การรับข้อร้องเรียน
    • TVO รับข้อร้องเรียนผ่านช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ และพิจารณาลักษณะและระดับความรุนแรงของประเด็นที่ได้รับแจ้ง
    • หน่วยงานที่รับผิดชอบติดต่อผู้แจ้งข้อร้องเรียนหรือลูกค้าเพื่อยืนยันการรับเรื่อง ภายใน 1–3 วัน
  2. การตรวจสอบและดำเนินการแก้ไข
    • หน่วยงานที่รับข้อร้องเรียนส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้หน่วยงาน Quality Assurance เพื่อดำเนินการตรวจสอบและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    • กำหนดแนวทางการแก้ไข การป้องกัน และการเยียวยาที่เหมาะสมตามลักษณะของข้อร้องเรียน
    • แจ้งแนวทางการดำเนินการและผลการแก้ไขให้ผู้แจ้งข้อร้องเรียนหรือลูกค้าทราบ ภายใน 3–7 วัน โดยพิจารณาตามลักษณะและความซับซ้อนของแต่ละกรณี
  3. การติดตามและยุติข้อร้องเรียน
    • หน่วยงานที่รับผิดชอบติดตามข้อร้องเรียนและสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าตลอดกระบวนการจัดการข้อร้องเรียน
    • ติดตามข้อร้องเรียนจนกว่าการดำเนินการแก้ไขและการหาข้อยุติจะแล้วเสร็จ

การประเมินความพึงพอใจของลูกค้า

ทีวีโอให้ความสำคัญกับการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครบถ้วน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงสุขภาพและโภชนาการที่ดี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนในทุกมิติ

หน่วย 2564 2565 2566 2567 2568
เกณฑ์การประเมินความพึงพอใจของลูกค้า ร้อยละ 80 80 80 80 80
ผลการประเมินความพึงพอใจเฉลี่ยทุกผลิตภัณฑ์ ร้อยละ 91.51 90.88 90.32 93.76 92.90
ขอบเขตการรายงานข้อมูล ร้อยละของรายได้รวม 55 54 61 39 65

การดูแลความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์

ทีวีโอมีนโยบายในการจัดการด้านความปลอดภัยของอาหาร (Food & Feed Safety) และเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ บริษัทจึงได้จัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านการควบคุมคุณภาพและพัฒนาระบบคุณภาพโดยเฉพาะ และจัดทำคู่มือการตรวจสอบคุณภาพตั้งแต่การรับวัตถุดิบ การผลิต และคุณภาพสินค้าก่อนส่งมอบ ตามระบบ ISO 9001 เพื่อให้บริษัทมีระบบบริหารคุณภาพที่มีประสิทธิภาพ ทำการตรวจสอบความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงวิเคราะห์และวางแผนเรื่องการปรับปรุงพัฒนาด้านคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงกับลูกค้าได้

โดยทีวีโอได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบบริหารคุณภาพ และการจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารตั้งแต่แหล่งเพาะปลูกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น GHPs & HACCP, FSSC 22000, ISO 22000, ISO/TS 22002-6 (PAS 222), ISO 9001 และ HALAL เป็นต้น โดยการรับรองมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001) นี้ ได้กำหนดให้มีการตรวจสอบภายในองค์กรเป็นประจำปีละ 1 ครั้งเพื่อให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ทีวีโอให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพนักงาน โดยการจัดอบรมสำหรับพนักงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับระบบบริหารงานคุณภาพ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบบริหารงานคุณภาพ เช่น ฝ่ายผลิต, การตลาด, จัดซื้อ, บริหารทรัพยากรบุคคล, เทคโนโลยีสารสนเทศ

การบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์

ทีวีโอให้ความสำคัญสูงสุดกับการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง (Emerging Technologies) เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต และตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับ ควบคุม และประกันคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้อยู่ในระดับสูงสุดเสมอ โดยมีการดำเนินการผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก ดังนี้

  1. การบริหารจัดการข้อมูลกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ (Smart Data Platform & Real-time Dashboards) ทีวีโอดำเนินการผ่าน "Single Platform" ระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อเชื่อมต่อระบบปฏิบัติการทั้งหมด ทำให้ความถูกต้องของข้อมูล (Data Integrity) อยู่ในระดับสูงสุด ทำให้ติดตามผลคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ได้แบบเรียลไทม์ ในส่วนของ Process Optimization มีการใช้ OEE Dashboard และ Material and energy Balance Dashboard ช่วยให้ทีมงานวิเคราะห์จุดวิกฤต จุดคอขวดและปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ได้ตลอดสตรีมไลน์
  2. การวิเคราะห์และควบคุมคุณภาพแบบอัตโนมัติ โดย In-line/Online Analyzers and IoT ทีวีโอติดตั้งเซนเซอร์ขั้นสูง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีวิเคราะห์คุณภาพแบบเรียลไทม์ ที่จุดวิกฤตของกระบวนการผลิต เพื่อวิเคราะห์พารามิเตอร์สำคัญ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องหยุดรบกวนกระบวนการผลิต ข้อมูลระดับไมโครวินาที (micro second) จะถูกส่งตรงเข้าสู่ระบบ “Single Platform” ทำให้เห็นแนวโน้มเชิงรุก (Proactive) และสามารถปรับกระบวนการได้แบบอัตโนมัติ
  3. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อเสถียรภาพของเครื่องจักร (AI-Driven Machine reliability and Predictive Maintenance) คุณภาพผลิตภัณฑ์ที่สม่ำเสมอ เริ่มต้นจากเสถียรภาพของเครื่องจักร (Machine Reliability) ทีวีโอใช้ระบบ CMMS with Sensor Integration ติดตั้งเซนเซอร์ความแม่นยำสูง วัดความสั่นสะเทือน อุณหภูมิ และกระแสไฟฟ้า โดยใช้คู่กับระบบ AI และ Machine Learning เพื่อทำงานเชิงรุกผ่านการจับความผิดปกติ (Anomaly Detection) จากความเบี่ยงเบนเพียงเล็กน้อย ป้องกันการหยุดเครื่องกะทันหัน (Unplanned breakdown) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยขจัดความผันผวนของกระบวนการผลิตที่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพไม่ผ่าน (Off-spec)
  4. ระบบบริหารการจัดการพลังงาน (Energy Management System - EMS) การผลิตสินค้าคุณภาพสูง จำเป็นต้องอาศัยการควบคุมการใช้พลังงานที่แม่นยำแบบตลอดเวลา ระบบสามารถจับความผิดปกติ (Anomaly Detection) ของพารามิเตอร์ในกระบวนการผลิต เช่น หากพบอัตราสิ้นเปลืองไอน้ำเพิ่มขึ้นผิดปกติ ระบบจะแจ้งเตือนให้เข้าบำรุงรักษาทันที
  5. การวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมขั้นสูง (Advanced Research & Development and Innovation) ทีวีโอมีความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยภายนอก เพื่อดำเนินงานวิจัยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง รวมถึงการวิจัยเชิงลึกเพื่อประกันความปลอดภัยของอาหารและไร้สารปนเปื้อน (Zero Contamination)
    ยกระดับการตรวจสอบด้าน Food Safety ในระดับโครงสร้างโมเลกุลเชิงลึก เพื่อรับประกันผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารปนเปื้อน 100% นำเทคโนโลยีวิเคราะห์ระดับสูง มาวิเคราะห์หาสารปนเปื้อน เพื่อควบคุมการผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน Food safety ระดับโลก พร้อมเชื่อมข้อมูลงานวิจัยเข้ากับระบบ Single Platform เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูล quality control ภายใน
เป้าหมายเชิงปริมาณเพื่อยกระดับผลการดำเนินงานด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์

ทีวีโอกำหนดและติดตามเป้าหมายเชิงปริมาณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาและปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท โดยเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การรักษาความพึงพอใจของลูกค้าให้อยู่ในระดับสูงกว่า 80% และการบรรลุเป้าหมายข้อร้องเรียนจากลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับพารามิเตอร์ด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่กำหนดเป็นศูนย์ นอกจากนี้ คุณภาพผลิตภัณฑ์ยังได้รับการติดตามให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายและข้อกำหนดด้านคุณภาพภายในที่เกี่ยวข้อง ผลการดำเนินงานตามเป้าหมายดังกล่าวได้รับการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ โดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการคุณภาพและกระบวนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของบริษัท

การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด

ในปี 2568 บริษัท ไม่พบกรณีเหตุการณ์ด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่นำไปสู่การเรียกคืนสินค้า ทั้งนี้ บริษัทมีระบบและแนวทางในการจัดการผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดได้รับการควบคุมและดำเนินการอย่างเหมาะสม

กระบวนการดังกล่าวครอบคลุมผลิตภัณฑ์รับเข้า ผลิตภัณฑ์ระหว่างกระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ที่ส่งคืนจากลูกค้า รวมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานฮาลาล โดยบริษัทดำเนินการตรวจสอบ วิเคราะห์สาเหตุ แก้ไข และติดตามผล เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำและสนับสนุนการปรับปรุงกระบวนการอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
  1. การตรวจพบและประเมิน ตรวจพบและระบุผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด พร้อมประเมินลักษณะของประเด็นที่พบ
  2. การควบคุมผลิตภัณฑ์ ควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด เพื่อป้องกันการนำไปใช้งานหรือส่งมอบโดยไม่ได้รับการพิจารณาและดำเนินการอย่างเหมาะสม
  3. การวิเคราะห์สาเหตุและกำหนดแนวทางแก้ไข ตรวจสอบข้อมูลและวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขที่เหมาะสม
  4. การแก้ไขและป้องกันการเกิดซ้ำ ดำเนินการแก้ไขปัญหาและกำหนดมาตรการป้องกันการเกิดซ้ำตามความเหมาะสม
  5. การติดตามผลและทบทวนประสิทธิผล ติดตามผลการดำเนินการแก้ไข บันทึกผล และทบทวนประสิทธิผล เพื่อให้มั่นใจว่าประเด็นได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมและนำไปสู่การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
กระบวนการรับข้อร้องเรียนจากลูกค้าด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
  1. การรับข้อร้องเรียน ฝ่ายธุรกิจที่พบปัญหาเป็นผู้กรอกแบบฟอร์มข้อร้องเรียนของลูกค้าและส่งให้แผนกควบคุมคุณภาพ (QC)
  2. การตรวจสอบสาเหตุ แผนก QC ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์สาเหตุจากข้อมูลด้านคุณภาพที่เกี่ยวข้อง
    • กรณีเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้บริโภค: ต้องหาสาเหตุให้แล้วเสร็จภายใน 1–2 วัน
    • กรณีอื่น: ต้องแล้วเสร็จภายใน 7 วัน
  3. การแก้ไขและป้องกัน แผนก QC กำหนดและอนุมัติแนวทางแก้ไข/ป้องกัน โดยฝ่ายธุรกิจแจ้งผลการดำเนินงานให้ผู้ร้องเรียนทราบภายในระยะเวลาที่กำหนด
  4. การติดตามและปิดสรุปผล ผู้ตรวจติดตามและทีมงานประเมินประสิทธิผลของการแก้ไขก่อนส่งให้ QC ปิดสรุป
    • กรณีปิดสรุปได้: QC แจ้งผลให้ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารโรงงาน แผนกความปลอดภัย (SHE) และตัวแทนฝ่ายบริหารด้านคุณภาพ (QMR) ทราบ
    • กรณีปิดสรุปไม่ได้: QC นำเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคุณภาพหรือเรียกประชุมเร่งด่วน เพื่อออกใบ CAR แจ้งฝ่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไข
กระบวนการเรียกคืนผลิตภัณฑ์
  1. การเริ่มต้นการเรียกคืน ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจะถูกเรียกคืนทันทีเมื่อมีข้อมูลหรือหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
  2. การพิจารณาเรียกคืน บริษัทพิจารณาเรียกคืนผลิตภัณฑ์เมื่อได้รับข้อมูลจาก
    • ผลการตรวจสอบ วิเคราะห์ หรือรายงานจากผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งยืนยันถึงความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
    • ข้อร้องเรียนของลูกค้าที่ผ่านการประเมินแล้วว่าก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค
  3. การประสานงานและดำเนินการเรียกคืน หน่วยงานผลิต โลจิสติกส์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งข้อมูลที่จำเป็นแก่ฝ่ายการขายหรือการตลาด เพื่อประสานการเก็บคืนผลิตภัณฑ์จากลูกค้าหรือผู้แทนจำหน่ายกลับสู่โรงงาน
  4. กรณีการเรียกคืนในวงกว้าง หากผลิตภัณฑ์กระจายถึงผู้บริโภคในวงกว้าง บริษัทจะดำเนินการตามลำดับขั้นเพื่อพิจารณาประกาศเรียกคืนผ่านสื่อสาธารณะ โดยให้ฝ่ายการขายหรือการตลาดดำเนินการหลังได้รับอนุมัติ
  5. การดำเนินงานตามขั้นตอนมาตรฐาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินงาน (Procedure) ว่าด้วยการจัดการข้อร้องเรียนลูกค้า การควบคุมผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด และการดำเนินการแก้ไขและปรับปรุง
  6. การทดสอบระบบสอบกลับ ผู้จัดการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการทดสอบระบบสอบกลับและการเรียกคืนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยครอบคลุมกรณีการสอบกลับ การเรียกคืน และการถอดถอนตามมาตรฐาน GMP PLUS
ผลการดำเนินงานปี 2568

โดยในปี 2568 มีการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ที่่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ ดังนี้

2565 2566 2567 2568
จำนวนการเรียกคืน (เคส) 0 0 0 0
ปริมาณผลิตภัณฑ์ที่เรียกคืน (ตัน) 0 0 0 0
สำนักงานใหญ่

149 ถนนรัชดาภิเษก (ท่าพระ-ตากสิน) แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพฯ 10600

โรงงาน

เลขที่ 81/7 หมู่ 1 ตำบลไทยาวาส อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 73120

ติดต่อเรา

+66 2 477 9020
info@tvothai.com